Archive for พฤษภาคม, 2005

โอ๊บ …

วันจันทร์ที่ ๒๓ ที่ผ่านมา … ตอนเย็นๆ มีลูกค้าใช้งานเต็มร้าน เย้ …

แล้วลูกค้าชาวต่างชาติสองคนก็ใช้งานเสร็จ จ่ายตังค์แล้วลุกออกไป เป็นการมาใช้งานครั้งที่สองของคนทั้งคู่ (ครั้งแรกมาใช้เมื่อวันอาทิตย์)

เมื่อลูกค้าออกไปแล้ว เราก็ไปเคลียร์เครื่อง จึงเห็นว่าลูกค้าต่างชาติที่พึ่งออกไปนั้น ลืมเป้ไว้ที่เก้าอี้ (แขวนไว้กับพนักพิง)

ด้วยความหวังดี เราจึงรีบคว้าเป้ แล้วเปิดประตูออกไปดูทิศทางว่าเขาเดินกันไปทางไหน อ้อ เห็นแล้ว เดินไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลยเอาเป้วางไว้ที่เคาท์เตอร์ แล้วรีบอ้อมกลับเข้าไปที่โต๊ะทำงาน หยิบรองเท้าผ้าใบมาสวม … คือเวลาที่อยู่ที่ร้าน เราจะถอดรองเท้าไง แล้วเหลือแต่ถุงเท้า จะได้วิ่งลื่นไป ลื่นมาในร้านได้ (สนุกดี)

พอใส่รองเท้าเสร็จ ก็รีบกระโจนออกจากโต๊ะอ้อมเคาท์เตอร์เพื่อจะวิ่งตามลูกค้าต่างชาติสองคนนั้นไป .. ปรากฏว่า พื้นมันลื่น และเราก็รีบ เลยล้มคว่ำไปข้างหน้า ท่าหมาสี่ตีน … เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเพลงจากวิทยุหยุดลงพอดี .. เสียงดังพลั๊ก จึงเป็นเสียงเดียวที่ดังเด่นเป็นสง่าขึ้นมา ลูกค้าทั้งร้านหันมามองที่เราเป็นสายตาเดียว (คนน่ารักก็อย่างนี้แหละ เป็นที่สนใจเสมอ เขินจัง)

ตอนแรกว่าจะปล่อยมุกที่คิดขึ้นสดๆ ออกไปทันที แต่กลัวว่าจะวิ่งตามลูกค้าไม่ทัน เลยรีบวิ่งออกไปก่อน พอตามลูกค้าทันได้คืนเป้ให้เขาแล้ว ก็วิ่งกลับมาที่ร้าน แล้วรีบปล่อยมุกถามลูกค้าออกไปว่า “เมื่อกี้วัดแรงสั่นสะเทือนได้กี่ริกเตอร์ครับ?” … แต่ปรากฏว่า ลูกค้าคงอายแทนเรา เลยไม่มีใครตอบ ก้มหน้าก้มตาใช้งานกันใหญ่ -_-” (มุกแป๊ก)

ฮือๆ ได้แผลที่แขนขวาตรงใกล้ๆ ข้อมือด้วย แสบๆ อะ สงสัยจะเป็นตอนที่พยายามจะคว้าอะไรสักอย่าง แล้วพลาดหมด แขนเลยไปถูกับขอบโต๊ะ .. แต่ว่าอีกแผลนึงใหญ่กว่า เจ็บมากกว่าด้วยนะ … แผลตรงหน้าน่ะ … หน้าแตกกระจาย

บทสรุป หมองูตายเพราะงู คนชอบวิ่งลื่นๆ ในร้าน ก็ต้องล้มจับกบเข้าสักวัน (แต่ว่าไอ้คนที่ล้มคนนี้ไม่เข็ดนะ ทุกวันนี้ก็ยังคงวิ่งไถลลื่นๆ ในร้านอยู่เหมือนเดิม — แหะๆ)

Comments (3)

ของแถม

หมัดต่อเนื่องจากจดหมายข่าวจากดังตฤน

บทสัมภาษณ์ คุณดังตฤน

ให้ความเห็น

จดหมายข่าวจากดังตฤณ

Thu, 19 May 2005 09:26:41 +0700
To: (ข้อมูลถูกลบโดยผู้โพส)
Subject: จดหมายข่าวจากดังตฤณ
From: ดังตฤณ@(ข้อมูลถูกลบโดยผู้โพส)

สวัสดีครับ คุณ(ข้อมูลถูกลบโดยผู้โพส)

นี่คือจดหมายข่าวจากดังตฤณดอทคอม ฉบับวันพฤหัสที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘

วันนี้เป็นวันเผาศพของคุณลุงผม ท่านเสียเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

เมื่อไปในวันรดน้ำวันแรก หลานๆผมถามว่าทำไมน้ายิ้มจัง ผมเองก็ไม่รู้ตัวเท่าไหร่ว่าหน้าตาสดชื่นเป็นที่ผิดสังเกต แต่พอหลานๆถามอย่างนั้นก็ตอบไปตรงตามที่คิด คือในเมื่อรู้ว่าญาติเรามีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บ เหมือนเห็นเขาโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่มีสมบัติพัสถานสมบูรณ์ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องทรมานทรกรรม ก็สมควรยินดีกับญาติของเราไม่ใช่หรือ? แม้จะต้องจากไกลไปสู่ต่างแดนชนิดไม่ได้กลับมาอีก คิดสะระตะแล้วก็ดีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วเห็นเขาไม่เป็นสุข

ระยะหลังคุณลุงของผมอ่านหนังสือธรรมะมาก และช่วงก่อนตายจิตของลุงก็จับสิ่งที่เป็นกุศลไว้ได้ทัน ซึ่งโลกนี้มีไม่กี่คนหรอกครับที่ทำได้ เพราะส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับการใช้ชีวิตตามอำเภอใจ ฟุ้งซ่านตามอำเภอใจ พอถึงเวลาคับขัน นาทีเป็นนาทีตาย เลยนึกอะไรไม่ออก เหมือนตอนกำลังจะหลับแบบจิตขุ่นๆ คนเราสั่งไม่ได้หรอกว่าคืนนี้จงฝันดี ส่วนใหญ่ก็ฝันสะเปะสะปะ ออกแนวมืดๆหม่นๆมั่วๆเสียมาก

คลื่นทะเลทยอยเข้าฝั่งไปเรื่อยๆ คลื่นลูกหลังยังมองไม่เห็นฝั่งก็ไม่ค่อยรู้สึกถึงเวลาใกล้ฝั่ง แต่คลื่นที่ใกล้ฝั่งกว่าย่อมรับรู้ถึงสัญญาณบางประการ เช่นความตื้นเข้ามาของทะเลชีวิต ครอบครัวผมพยายามปลูกฝังกันในงานศพ ว่าลูกหลานนั้นยิ้มได้ ไม่จำเป็นต้องร้องไห้หรอก ถ้าร้องตามธรรมชาติเพราะเศร้าที่ต้องจากพรากก็ไม่เป็นไร แต่อย่าร้องด้วยเหตุผลเช่นกลัวคนอื่นจะหาว่าไม่รักญาติ การร้องไห้ไม่ได้แสดงถึงความรัก ความรักนั้นต้องแสดงตอนกำลังมีชีวิตอยู่ ห่วงใยดูแลช่วยเหลือกัน และถ้ารู้ว่าญาติไปดี การแสดงความรักครั้งสุดท้ายก็คือการยิ้มลาเท่านั้นเอง

====
อ่านจดหมายข่าวข้างบนแล้วรู้สึกดี .. ใจเป็นสุข ใส ปราศจากอารมณ์ขุ่นมัว จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์

ตัวผมเองในสมัยก่อนเป็นคนหลับง่ายมาก แต่หลังจากที่ชีวิตต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้น รับรู้ปัญหาต่างๆ มากขึ้น ชีวิตมีความกังวลมากขึ้น บางครั้งก็นอนไม่หลับ เพราะใจกระวนกระวาย

ผมโชคดีอยู่อย่างที่มีอยู่ครั้งหนึ่งผมคิดได้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เราหมดลมหายใจ ปัญหาที่เรากำลังกังวลใจอยู่นี้ ก็จะไม่ใช่สิ่งที่เราจำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป เพราะอย่างไรเราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้แล้ว และทุกชีวิตย่อมหนีความตายไปไม่พ้น วันหนึ่งเราก็ต้องหมดลมหายใจ ถ้าเราต้องหมดลมหายใจตอนนี้ ก็ต้องปล่อยให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหานั้นไป แต่ถ้าหากเรามีโอกาสตื่นมาอีกครั้ง ค่อยลุยแก้ปัญหานั้นไปตามกำลัง

ดังนั้นหากมีวันใดที่ผมเกิดอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ผมจะใช้วิธีมรณะสติ คือคิดว่าเรากำลังจะต้องตายลงไปเดี๋ยวนี้แล้ว อย่าไปนึกถึงสิ่งอื่น แต่ให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกของเราเท่านั้น (หรือบางทีอาจเป็นอาการพอง-ยุบของพุงบ้าง) เพราะอารมณ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นกับจิตขณะตาย คือสิ่งที่ส่งผลต่อชาติและภพต่อไปของเราอย่างแน่นอนและฉับพลันทันที

เมื่อนึกถึงมรณะสติแล้ว ผมก็จะปล่อยร่างกายทุกๆ ส่วนไม่ให้มีอาการเกร็ง จากนั้นจึงหายใจเข้ายาวๆ จนสุดแล้วกลั้นไว้นิดหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ จนหมดลมแล้วกลั้นไว้นิดหนึ่ง ทำเช่นนี้สองหรือสามรอบ จึงเริ่มหายใจตามปกติ

ด้วยวิธีการที่ผมทำในยามนอนไม่หลับนี้ ช่วยให้ผมหลับสบายได้ในเวลาในรวดเร็ว

หากใครมีอาการนอนไม่หลับ จะลองวิธีที่ผมบอกก็ได้นะครับ (วิธีคนบอกนะ ไม่ใช่ผีบอก) แต่ไม่ใช่พอนึกว่าจะต้องตายเดี๋ยวนี้แล้ว เลยยิ่งฟุ้งซ่านใหญ่ … ฝึกตัวเตรียมใจไว้บ่อยๆ เผื่อตอนที่ถึงเวลาต้องตายจริงๆ จะได้ไม่พลาด ;)

Comments (1)

ฝันสนุก มัน เหนื่อย

จะด้วยความเป็นห่วงทีมรัก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กำลังถูกนักธุรกิจอเมริกันเทคโอเวอร์ อีกทั้งเป็นช่วงที่ฟอร์มของทีมไม่ค่อยดีนัก และใกล้ถึงวันชิงชัยถ้วย FA CUP ทำให้เราฝันแบบนี้หรือเปล่า …

จำได้ว่าก่อนตื่นขึ้นมา(สาย)วันนี้ กำลังฝันว่า เป็นการเตะบอลนัดหนึ่ง เราเป็นผู้เล่นคนหนึ่งของทีมด้วย และที่สำคัญ มันคือทีมแมนยูฯ แต่ว่าฟอร์มบู่นิดหน่อย คือในฝันนั้นพวกเรา (นักเตะแมนยูฯ) อยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนพักครึ่งเวลา และทีมถูกนำอยู่ ๒ : ๐ ทุกคนกังวลใจ แต่ก็มีการพูดคุย ปลุกปลอบ ช่วยกันสร้างกำลังใจให้ฮึกเหิม และมีนักเตะคนหนึ่งย้อมผมสีแดงเพลิง (ไม่รู้ทำไมนึกชื่อไม่ออก ทั้งตอนที่กำลังฝัน และตอนตื่นมาแล้ว) ได้ลุกขึ้นและตะโกนประกาศความตั้งใจของเขาว่า ครึ่งหลังนี้ จะยิงห้าประตู … เราก็เลยช่วยเสริมให้ว่า … เออ ถ้าทำได้ รุ่งขึ้นไปย้อมผมสีแดงเหมือนกันมาเลย แล้วทุกคนก็หัวเราะ ทำให้พวกเรามีกำลังใจลงสนามกันอีกครั้ง ก่อนเดินไปลงสนามเราก็ไปยืนหน้ากระจก ดูสภาพตัวเองที่กำลังใส่เสื้อแดง แล้วนึกไปถึงสภาพที่มีผมแดงเพลิงด้วย (ตลกชิบเป๋ง)

ครึ่งหลังเริ่มแล้ว พวกเราเล่นกันได้ดีมาก สามารถครองบอลได้มากกว่าทีมคู่แข่ง และบุกตะลุยขึ้นไปจนถึงหน้าประตู เรียกว่าแทบจะไปกองกันอยู่ในแดนฝั่งตรงข้ามหมด มีโอกาสยิงประตูกันหลายครั้ง แต่ไม่มีใครยิงสักที ได้แต่ส่งกันไปส่งกันมา ประมาณว่าจะรอให้นักเตะหัวแดงคนนั้นมาทำประตูให้ได้ (สงสัยว่า เพื่อนๆ ร่วมทีมคงอยากเห็นเราย้อมผมแดงกันมั๊ง) -_-”

มีจังหวะหนึ่ง ลูกบอลถูกส่งมาทางเรา จังหวะได้โหม่งพอดี เราก็คิดว่าจะรอให้ไอ้หัวแดงมายิงประตูเหมือนกัน แต่อีกใจก็อยากยิงประตูให้ได้ด้วย เพราะทีมยังตามอยู่ตั้งสองลูก เลยคิดว่า เอาอย่างนี้ละกันวะ หลับตาโหม่ง ถ้าเข้าก็เข้า ถ้าไม่เข้าก็รอเพื่อนๆ มาช่วยซ้ำ แล้วเราก็หลับปี๋ โหม่งลูกออกไปเต็มใบ …

กริ๊ง … เสียงโทรศัพท์ดังพอดี -_-” แฟนโทรมาบอกว่า ตื่นไปอาบน้ำ กินข้าวได้แล้ว ฮือๆ เลยไม่รู้เลยว่าโหม่งเข้าหรือเปล่า

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้จากความฝัน คือสมัยที่เรียนภาษาอังกฤษอยู่ที่นิวซีแลนด์ อาจารย์ท่านนึงบอกว่า ถ้ายูฝันเป็นภาษาอังกฤษเมื่อไหร่ ก็แสดงว่าภาษาอังกฤษยูใช้ได้แล้ว … และนี่ผมฝันว่าได้ลงสนามในฐานะนักเตะแมนยูฯ ก็แสดงว่า ผมจะคงตามเชียร์ทีมนี้ต่อไป .. you’ll never work alone (อะ ถ้าใช้ walk เดี๋ยวแฟนหงส์จะเคือง อิอิ)

Comments (8)

๐๕๐๕๐๕slax๕.๐.๕

วันที่ ๕ เดือน ๕ ค.ศ. ๒๐๐๕

SLAX 5.0.5

(ไปดาวน์โหลดซะ ไม่ต้องบ่น) -_-“

ให้ความเห็น

หยอกเอิน

ตอนเย็น แฟนแวะมาที่ร้าน … เราก็ได้จังหวะออกไปซื้อข้าวราดแกงมากิน ราดสองอย่างคือแกงฮังเล กับไข่ดาว (๒๗ บาท)

พอกลับเข้ามาถึง แฟนเห็นข้าวเราแล้วก็ดุ “ไม่มีผักเลย กินหมูสามชั้นอีกแล้ว ไข่ดาวด้วย อายุก็ขนาดนี้ ไม่ออกกำลังกายอีก แล้วดูสิกินแต่ละอย่าง” (เพราะวันก่อนกินข้าวด้วยกันเราก็สั่งกะเพราหมูกรอบมากิน)

เราก็ออดอ้อนเล่าให้ฟังว่า “ก็เมื่อเช้ากินผักแล้วไง ก็มี … (ไล่ลำดับว่ากินอะไรไปบ้างเป็นมื้อเช้า เพื่อจะหาผักให้เจอ) กุนเชียง ไข่เจียว กากหมู … แกงจืดหมูสับ อ้อ แกงจืดใส่เห็ดตะปูไง เป็นผัก” แฟนยังคงทำตาดุอยู่ก็เลยบอกไปอีกว่า “ข้าวไง นี่ไงข้าวเป็นธัญพืชอะ … มีพริกขี้หนูด้วยเห็นมั๊ย พริกนี่เป็นพืชสวนนะ” พูดจบเราก็ตักข้าวกับไข่ดาวใส่ปากหนึ่งคำ

แฟนคงหมั่นไส้ “เห็ดตะปงตะปูอะไรกัน นี่แน่ะ” (เอามือมาตบหลังสองสามที) “ตบให้ไข่กระเด็นออกมาเลย” … (อะเปิดช่องให้เล่นมุกนี่แบบนี้) “ฮ่า ฮ่า ฮ่า … ตบตรงนี้ไข่จะกระเด็นได้ไงเล่า ตบผิดที่อะ” .. (ที่จริงไม่น่าปล่อยมุกนี้ออกไปเลย เพราะผลก็คือเกือบเจอต่อย)

====
ค่ำๆ ละครทีวีใกล้มา แฟนก็เลยบอกว่าจะรีบกลับบ้าน แต่เราไม่อยากให้กลับไง ก็อยากอยู่ใกล้ๆ นานๆ นี่นา แฟนก็บอกว่า “ไม่ได้แล้วต้องรีบกลับ เพราะ ฮอยอันฉันรักเธอจะมาแล้ว” เราก็เลยบอกไปว่า “ไม่เห็นต้องรีบกลับเลย เค้าก็มีไอ้ที่ห้อยๆ อะ ไม่ใช่อันเดียวด้วยนะ มีตั้งสองห้อยแน่ะ ห้อยสองอันฉันก็รักเธอเหมือนกัน” (ผลเหรอครับ เกือบเจอตบนะสิ โชคดีที่มีลูกค้าอยู่เยอะ เลยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น)

อะแหม .. นานๆ จะได้สวีทกะแฟนที เลยเอามาเล่า เอามาโพสเผื่อจะมีใครอิจฉา อิอิ :D

ป.ล. Kids don’t try this at home (โดยเฉพาะถ้ามีแฟนหมัดหนัก)

Comments (10)

%d bloggers like this: