Archive for มกราคม, 2007

ตะกรุด

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนผมให้ช่วยพาไปท่าพระจันทร์ เพราะอาจารย์พระที่สอนเธอตอนเด็กๆ มอบตะกรุดมาให้หลายชิ้น และบอกให้เธอนำไปใส่กรอบ

ตะกรุดดังกล่าวมีหลายขนาด บ้างสั้น บ้างยาว บ้างอ้วน บ้างผอม แต่ทุกชิ้นมีสีดำ ผิวขรุขระ และมีทองคำเปลวปิดตรงกลางแท่งโดยรอบ

หลังจากส่งเธอกลับบ้านแล้ว คืนนั้นเธอโทรศัพท์มาและบอกว่าอาแมะ (แม่) ของเธอให้ตะกรุดผมหนึ่งชิ้น วันหลังให้มารับไปด้วย แต่ผมปฏิเสธ

เย็นนี้เรากลับบ้านด้วยกัน เธอก็บอกผมอีกว่าให้แวะไปรับตะกรุดจากแม่เธอ ผมปฏิเสธอีก

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมแสดงความคิดเห็นบางอย่างให้เธอฟัง และเผอิญว่าผมใช้ถ้อยคำรุนแรงนิดนึง เธอคงเป็นห่วงสวัสดิภาพของผม จึงคะยั้นคะยอให้ผมไปรับตะกรุดมาติดตัว โดยกล่าวว่า

“เดี๋ยวพี่หน่อยรีบไปรับตะกรุดจากอาแมะเลยนะ แต่ไม่ต้องแขวน ต้องใช้อม”

Advertisements

Comments (15)

18 Please

วันนี้ผมเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศทองหล่อ …

ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์สุดยอดอย่างหนึ่ง …

เวลาสิบแปดนาฬิกา ทุกคนในออฟฟิศหยุดทำงาน และยืนตรงเคารพเพลงชาติ !!!

Comments (11)

ห้าสิ่งที่อยากให้คุณรู้

หลังจากที่โดนแทคมาตั้งหลายที จึงคิดว่าถึงคราวต้องเอาของลับออกมาโชว์บ้าง (คือถ้าเอาความลับมาโชว์ มันก็จะไม่ลับอีกต่อไปแล้วไง แต่ของลับนี่เก็บไว้โชว์ได้อีกหลายครั้ง อิอิ)

ตอนแรกว่าจะนำคำถามซ้ำๆ มาตอบให้หายข้องใจกัน แต่ปรากฏว่ามีคนถามมาคนเดียว -_-”

๑. ไหนๆ มีคนถามมาแล้ว จัดเรื่องบวชให้ก่อนละกัน … ผมบวชหนึ่งพรรษา ออกพรรษาแล้วได้รับกฐิน คราวนี้เกิดเสียดายอานิสงส์พรรษา และอานิสงส์กฐิน เลยอยู่ใช้อานิสงส์ทั้งสองให้ครบ … อธิบายยังไงดี คนที่ไม่เคยบวชครบพรรษาอาจไม่เข้าใจ ต้องให้รายละเอียดกันหน่อย

เวลาที่เราบวชและอยู่ในพรรษา จะมีกฎหยุมหยิมเล็กน้อยยุบยั่บ เช่น ห้ามอยู่ห่างผ้าสามผืน (ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผ้าทั้งสามผืนคือ จีวร สบง และสังฆาฏิ จะต้องอยู่ใกล้ตัวในรัศมีแขนเอื้อมถึง), ต้องฉันอาสนะเดียว (ห้ามฉันระหว่างมื้ออาหาร) ฯลฯ

ครั้นครบพรรษาแล้ว เราจะได้รับอานิสงส์พรรษาไปสามเดือน คือยกเว้นกฎหยุมหยิมต่างๆ เหล่านั้น แถมพกหากได้รับกฐินด้วย ก็จะได้ยืดเวลารับอานิสงส์นั้นออกไปอีกสามเดือน

ผมคิดว่ามีโอกาสได้บวชชีวิตนี้คงครั้งเดียว จึงพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องไว้ จึงอยู่ใช้อานิสงส์พรรษากับกฐิน จนหมด รวมเวลาเป็นพระใหม่ทั้งสิ้น สิบเดือนครึ่ง … แต่สวดมนตร์ได้น้อยมาก (แหะๆ — เก็บเกี่ยวเรื่องนี้ออกมาได้น้อยอะ)

๒. ผมได้เรียน Event Management ที่นิวซีแลนด์ (หลักสูตร 1 Year Diploma) เพราะถูกคัดเลือกจากผู้บริหารโรงเรียนภาษาอังกฤษในขณะนั้น คือตอนนั้นผมขยันเรียนมาก มีความรับผิดชอบมาก มีการพัฒนาเร็วมาก (ก็เพิ่งลาสิกขาเป็นทิดใหม่ ยังมีวินัยเยอะ) และโรงเรียนก็คงอยากได้ตังค์ค่าเรียนจากผมมากเช่นกัน :P สรุปผมเรียนภาษาอังกฤษหกเดือน เรียน main course อีกแปดเดือน รวมเวลาหนึ่งปีสี่เดือน แต่ผมโง่เรื่องคำศัพท์มากๆ ทุกวันนี้ยังคงสะกดคำอังกฤษไม่ได้หลายคำ แถมบางคำก็ออกเสียงเพี้ยนๆ จนเพื่อนสนิทคนหนึ่งแซวว่า “พุ ทัย ดั๋ย นิด โหน่ย พุ อังกิด มะได้เลย”

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจกันถูกต้อง เพราะเวลาที่คนถามว่าผมไปเรียนนิวซีแลนด์กี่ปี ไปเรียนอะไรมา ผมมักจะตอบแค่ว่าไปเรียนปีกว่า เรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว เนื่องจากขี้เกียจอธิบายว่า Event Management คืออะไร ดังนั้นผู้คนมักจะคิดไปเองว่า ผมคงเก่งภาษาอังกฤษฉิบหาย … อย่าถามศัพท์ภาษาอังกฤษผมเลยครับ เปิด dictionary เอาแน่นอนกว่า

๓. ผมมีอายุ ๒๗ เสมอ ที่จริงก็รู้กันหลายคนแล้วนะ แต่คราวนี้จะเล่าให้ฟังถึงเหตุผล และกระบวนการหยุดอายุ

ตอนเด็กๆ ผมเคยอ่านผลงานของคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) และท่านเคยอธิบายว่าท่านมีอายุเท่าเดิมเสมอ (ผมจำไม่ได้ว่ากี่ปี สามสิบกว่า หรือสี่สิบกว่า) ตอนนั้นก็แค่จำได้ ไม่ได้คิดอะไร

ผมจบคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รุ่นที่ ๒๗

ปีที่ผมมีอายุ ๒๗ เป็นปีที่ผมมีความสุขมากๆ และได้บอกรักกับแฟนคนปัจจุบันด้วย

เพื่อนชาวนิวซีแลนด์ของผมคนหนึ่งเคยบอกว่า “The good dies young” และยกตัวอย่างคนดีๆ เท่ๆ ที่ตายตอนอายุ ๒๗ เพียบ

ในเมื่อมันเป็นช่วงอายุที่ผมมีความสุขที่สุด และผมต้องการเป็นคนดี จึงหยุดอายุไว้ที่ ๒๗ (เวลาตายก็ตายตอนอายุ ๒๗ เท่มะ)

วิธีการหยุดอายุก็คือ ผมพยายามจดจำทุกความคิด ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงอายุนั้น และทบทวนมันบ่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผมก็ยังคงมีอายุ ๒๗ … (แต่มันใช้ไม่ได้ตอนที่ต้องติดต่อราชการ … นั่งนึกอยู่นานกว่าจะบวกอายุที่ถูกต้องได้) -_-”

๔. ผมชื่อหน่อย เพราะเป็น “ลูกหลุดท้อง” คือตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ผมตั้งใจจะมีลูกคนเล็ก คือพี่ชายคนก่อนหน้าผมแล้วพอ จึงตั้งชื่อให้พี่ชายผมว่า เล็ก แต่ดันมีผมหลุดมาอีกคน เลยต้องหาชื่ออะไรที่มันเล็กกว่าคำว่า เล็ก

(ข้อสี่ย่อย แบบว่ามีมากกว่าห้าเรื่องที่อยากบอกไง แหะๆ) ผมมีชื่อจีนว่า ไช้ไล้ แปลว่า โชคมาลาภมา เพราะตอนที่คุณแม่กำลังท้องผม ที่บ้านโดนโกงเงินหลายครั้ง จนเกือบล้มละลาย ท่านตั้งใจจะไปกระโดดน้ำตายที่สะพานพุทธถึงสามครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ครั้งที่สามตำรวจเห็น วิ่งเข้ามาจะจับ คุณแม่ผมเกิดกลัวตำรวจขึ้นมาเลยกระโดดขึ้นรถตุ๊กตุ๊กหนีตำรวจแทน

คุณแม่เล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนที่ท้องผมท่านแพ้ท้องแบบแปลกๆ คือนอนกลางวันที่บ้านไม่ได้ มันรู้สึกเหม็นไปหมด ต้องไปนอนกลางวันที่เขาดิน จำเพาะตรงหน้ากรงลิงเท่านั้น

พอคลอดผมออกมาแล้ว ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ … เวลาที่คุณแม่เล่าถึงความลำบากครั้งอดีต แล้วพูดว่าผมไม่เคยต้องลำบากเหมือนพี่ๆ เลย ผมก็จะบอกท่านว่า ก็คนทำบุญมาผิดกันไง :D

ผมเคยเล่าเรื่องชื่อจีน และความหมายให้เพื่อนชาวนิวซีแลนด์อีกคนหนึ่งฟัง เขาก็เอามือมาแตะๆ ลูบแขนผม ก่อนจะไปซื้อ Lotto ในเย็นวันนั้นเอง … ปรากฏว่า เขาถูกรางวัลได้เงินยี่สิบเหรียญ ;)

๕. ตอนที่ผมเรียนอยู่ขอนแก่น ผมมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ หุย เธอตัวเล็กๆ ผิวขาว แก้มกลม ตาโต น่ารักมาก :)

ถ้าจะถามว่า แล้วแม่เธอละคือใคร .. ผมตอบไม่ได้เหมือนกัน

จะเล่ายังไงดี ไม่ให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่ คือ เธอเป็นเพื่อนต่างคณะ และน่ารักมาก วันหนึ่งผมนั่งคุยกับเธอที่โรงอาหารกลาง บอกว่าอยากมีลูกสาวน่ารักเหมือนอย่างเธอ คุยไปคุยมา ก็ขอให้เธอมาเป็นลูกสาวผมซะเลย (แบบว่าได้เหมือนเป๊ะๆ แน่นอน ไม่ต้องไปรอลุ้น) เธอก็ยอมด้วย เลยให้เธอเรียกผมว่าป๊าตั้งแต่วันนั้น :D

ทุกวันนี้ยังคงได้รับอีเมลจากลูกสาวผมบ้าง นานๆ ครั้ง …

อยากจะ tag ต่อไปอีกเป็นร้อยๆ คน เพราะกลัวคนที่ไม่โดน tag น้อยใจ … แต่ก็นะ จะให้ tag ทั้งหมดจริงๆ ก็ขี้เกียจอีก งั้นไว้ค่อยมาคิดอีกทีละกันว่าจะ tag ใครดี ;)

Comments (10)

MV ห่าอะไรวะ

http://www.youtube.com/watch?v=VH0wvfoqSRQ

(แม่งทำกูร้องไห้ .. อายนะเนี่ย)

Comments (8)

เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว

ผมเป็น Freelance ทำงานให้กับสองบริษัท ทำที่ออฟฟิศบางรัก วันอังคารถึงศุกร์ และเสาร์หรืออาทิตย์อีกหนึ่งวัน ส่วนวันจันทร์ไปทำงานให้ออฟฟิศที่ทองหล่อ

ที่ออฟฟิศบางรัก ผมเข้างานเช้าตรู่ เพราะต้องไปเตรียมงานให้เขาทำกันก่อน ส่วนที่ทองหล่องานเริ่ม ๑๐ นาฬิกา (ประชุม) เลิกหนึ่งทุ่ม แต่ผมมักไปจะช้ากว่านั้น เพราะเช้าวันจันทร์ต้องทำธุระต่างๆ ก่อน (จ่ายค่าโทรศัพท์ โอนเงินใช้หนี้ ฯลฯ)

บริษัททั้งสองที่นี้ใช้อินเตอร์เน็ตของ KSC เหมือนกัน

สองอาทิตย์ก่อน KSC ส่งอีเมลมาแจ้งว่าจะมีการย้ายอุปกรณ์ switching จากหลักสี่ไปอยู่ที่เมืองทอง ในวันเสาร์ โดยอาจจะมีผลกระทบกับการเชื่อมต่อของออฟฟิศที่บางรักแห่งเดียว ผมจึงเลือกเข้าไปทำงานวันอาทิตย์แทนวันเสาร์ เพื่อตรวจสอบระบบการเชื่อมต่อด้วยว่าปกติดีไหม

วันอาทิตย์ผมทำงานไม่ค่อยได้ รู้สึกว่าอินเตอร์เน็ตมันช้ากว่าปกติมาก แต่ไม่แน่ใจว่าเช้าวันจันทร์มันจะทำงานได้ดีไหม ดังนั้นผมจึงตั้งใจจะเข้าไปตรวจสอบอีกครั้งเช้าตรู่วันจันทร์

เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ผมเข้าไปตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ออฟฟิศบางรักตั้งแต่เช้าตรู่ พบว่าเป็นปกติดีแล้ว จึงรีบเดินทางไปออฟฟิศทองหล่อ ตั้งใจว่าจะไปให้ทันเข้าประชุมเช้ากับเขาบ้าง จึงขึ้นรถไฟฟ้า BTS จากสถานีตากสินตอนประมาณ ๙ นาฬิกา

ก่อนถึงสถานีสยาม เจ้าหน้าที่ประกาศว่า ผู้โดยสารที่ต้องการจะไปสถานีสนามกีฬาฯ ให้ลงเปลี่ยนคัน เพราะรถขบวนนี้จะวิ่งต่อไปสายสุขุมวิท สิ้นสุดสถานีหมอชิต

ได้ยินดังนั้นผมก็ดีใจ เพราะผมไม่ชอบที่ต้องออกไปเบียดผู้คนที่สถานีสยาม เพื่อจะเปลี่ยนไปสายสุขุมวิท และรู้สึกว่ามันเป็นการวิ่งย้อนอีกต่างหาก

ผมจึงนั่งอ่านหนังสือสลับการพักสายตาเป็นช่วงๆ และรู้สึกว่าคนบนรถน้อยลงไปทุกที ทุกที … ผ่านไปหลายสถานี ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมมันไม่มีสถานีที่เราคุ้นเคยอย่าง เพลินจิต นานา อโศก พร้อมพงษ์ สักที

สิ้นสุดเสียงประกาศว่า “สถานีต่อไป สะพานควาย” ผมก็เหลือบขึ้นไปดูแผนที่การเดินรถเหนือประตูทางออก …

“เฮ้ย ต่อจากสะพานควายเป็นสถานีปลายทางหมอชิตนี่หว่า” -_-”

(ไม่น่าเล๊ย ขนาดบน BTS ยังหลง)

Comments (7)

ห้าสิ่งที่คุณอยากรู้

โดน tag มาสาม ห้า หกครั้งแล้ว จาก keng.ws kitty tomwork และ Ford AntiTrust [update : ไปเจอมาว่าโดน tag จากอีกสองท่านนี้ด้วยเหมือนกันแฮะ .. maewpilar กับ ม่อน อย่างนี้เดี๋ยวคงต้องเล่าบ้างแล้วสิ]

รู้จัก blog tag ครั้งแรกตอนที่โดนคุณเก่ง tag มา แต่อีกสองคนหลังเป็นคนที่ผมกะจะ tag ต่อ แต่ว่าไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรดี เลยคิดว่ามาโพสให้ถามกันตรงนี้เลยดีกว่า อยากรู้อะไรเรื่องเกี่ยวกับตัวผม ถามมาคนละห้าคำถาม แล้วจะนำคำถามที่ถามซ้ำกันมากที่สุดห้าข้อมาเล่าให้ฟัง

ที่จริงตั้งใจจะทำตัวเป็น dead link ซะหน่อย แต่กลัวตกขบวนรถไฟ (in train เอ๊ะ in trend ต่างหาก แหะๆ)

/me มีคนที่อยากจะ tag ต่อเป็นร้อยคน จะผิดกฎหรือเปล่าหว่า ??

Comments (8)

แค่เอื้อม

ปลายปีที่แล้ว ผมกำลังเดินข้ามถนนช่วงสุดท้าย ก่อนถึงบ้าน มันเป็นถนนเล็กๆ ขนาด ๓ เลน ตรงที่ผมข้ามเป็นทางม้าลาย และมีสัญญาณไฟจราจรซึ่งแสดงสีแดงมาได้สักพักแล้ว มีรถจอด และหยุดสนิทหลังเส้นทางข้ามแล้วทั้งสองเลน เหลือเพียงเลนฝั่งที่อยู่ใกล้ตัวผมที่สุดยังคงว่างอยู่

ผมก้าวเท้าลงจากฟุตบาทเพื่อจะข้ามถนน ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง บอกให้ผมมองไปทางขวา เห็นรถนิสสันสีขาวรุ่นเก่าคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง สมองสั่งงานให้เท้าขวาดีดตัวกลับขึ้นมายืนบนฟุตบาทแบบเฉียดฉิว หากช้าไปอีกเพียงวินาที ผมคงตาย หรือได้ไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

รถนิสสันคันนั้นต้องหยุดเพราะการจราจรติดขัดอยู่ในถนนข้างหน้า ห่างไปไม่กี่เมตร ผมไม่ได้เดินไปเอาเรื่อง ไม่ได้ควานหากล้องขึ้นมาถ่ายทะเบียนรถไว้ เพราะวินาทีนั้นผมรู้สึกว่าผมตายไปแล้ว

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมโดนฝนปรอยแค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีในตอนเย็น ก่อนจะกลับเข้ามาใต้อาคารและควานหาร่มมากางเพื่อเดินทางต่อไป

วันจันทร์ช่วงบ่ายผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย พอเสร็จงานลง CentOS ให้ที่ออฟฟิศทองหล่อครบ ๑๓ เครื่องก็กลับบ้านทันที

วันอังคารตอนเช้า รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย กินยาแล้วพอเย็นก็กลับมาบ้าน ตั้งใจว่าจะไปหาหมอวีระแถวศาลเจ้าพ่อเสือ ให้ฉีดยาสักเข็มตอนค่ำ แต่ยังไม่ทันจะหกโมงเย็น ไข้ผมก็ขึ้น คอแห้งผาก เจ็บคอ และไม่มีเสียง ผมอดทนรอจนถึงเวลาคลีนิคหมอเปิด แล้วไปนั่งรอคิวเรียกอีกหนึ่งชั่วโมง

ตลอดเวลาตั้งแต่รู้สึกตัวว่าไม่สบายมาก จนถึงก่อนหมอเรียกตรวจ ผมรู้สึกแสบร้อนทั้งตัว และคิดว่า หากนี่เป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังจะตาย เราจะทนสภาพแบบนี้ได้หรือไม่ เราจะสามารถกำหนดสติให้ไม่ทุกข์ไปกับกายเนื้อนี้ได้หรือไม่ แล้วพยายามกำหนดสติดู

เมื่อตรวจแล้ว คุณหมอบอกว่า ผมจำเป็นต้องพักงานสองวัน เพราะโอกาสที่เชื้อจะลงไปหลอดลมและปอดมีสูง จึงต้องพักผ่อนมากๆ

ลองพิจารณาดูแล้ว เห็นว่า ความตายมันอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมจริงๆ ยิ่งถ้าลองนึกย้อนไปในอดีต ผมก็เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง ไม่รู้ว่าหากเป็นแมวเก้าชีวิต ผมจะมีชีวิตเหลืออีกสักเท่าไหร่ … อย่าประมาณในชีวิตกันนะครับ :)

/me ที่นอนก็เตรียมไว้แค่เอื้อมนี้เองเหมือนกัน ไปนอนก่อนละครับ ;)

ให้ความเห็น

Older Posts »
%d bloggers like this: