Archive for พฤษภาคม, 2009

ชาวตรอกหม้อ (๒)

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พบกับเพื่อนสมัยเด็กอีกคน เป็นคนอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทเช่นกัน แต่เมื่อวันศุกร์เขาติดธุระสำคัญ จึงไม่สามารถมากินข้าวกับพวกเราได้ ชิ้งกับผมจึงนัดกันไปเจอ “หนึ่ง” ที่ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพในตอนค่ำ

เล็ก หนึ่ง และผม เป็นสามหัวโจกในสมัยนั้น ที่จริงหนึ่งเป็นคนมีนิสัยเรียบร้อยมาก ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับใคร เป็นพี่คนโตของครอบครัวที่คอยดูแลน้องสาว และน้องชายเป็นอย่างดี เป็นกำลังหลักที่คอยช่วยเหลือแม่ หลังจากคุณพ่อถึงแก่กรรมตั้งแต่ทุกคนยังเด็ก ต่างจากเล็กและผม ที่เป็นลูกคนสุดท้องของบ้านทั้งคู่ และที่บ้านเล็กกับผม ก็อยู่ในฐานะที่ไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องการเงินเท่าไหร่ แต่เราทั้งสามคนก็ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ โดยยกให้เล็กเป็นหัวหน้าใหญ่ หนึ่งเป็นมือขวา และผมเป็นมือซ้าย

สมัยนั้นผมเรียกหนึ่งว่าพี่ แม้จะมารู้ภายหลังว่าเราอายุเท่ากัน แถมหนึ่งยังอ่อนเดือนกว่า แต่ผมก็ติดเรียก “พี่หนึ่ง” เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่หนึ่งขอให้ผมเลิกเรียกพี่ แล้วเรียกหนึ่งเฉยๆ เพราะเราเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ตอนที่เราเป็นเด็ก พวกเราชาวตรอกหม้อ จะไม่ถูกกับชาวสามยอด ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พวกรุ่นพี่ๆ ชาวตรอกหม้อของเราก็มีเรื่องชกต่อยกับพวกรุ่นพี่ๆ ชาวสามยอดอยู่เสมอ จนกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องการเหตุผล นอกจากพยายามจะรักษาศักดิ์ศรีงี่เง่าไร้สาระของกลุ่มตนเอาไว้ และมีอยู่คราวหนึ่งที่พวกผมได้ข่าวมาว่า เด็กสามยอดจะยกพวกมาต่อยตีกับพวกเรา เป็นคืนนั้นเองที่ผมได้เรียนรู้และซึ้งในน้ำใจของหนึ่ง

ในมือผมซ่อนมีดไว้หนึ่งเล่ม พร้อมที่จะนำออกมาใช้ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าเด็กสามยอดจะมากันตอนไหน แต่เมื่อผมเจอหนึ่ง หนึ่งขอมีดไปจากผมและบอกว่า “ถ้าเด็กสามยอดมา หน่อยไม่ต้องกลัว ไม่ต้องทำอะไร มายืนอยู่หลังพี่ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” เป็นความโชคดีของทุกคน ที่ข่าวไม่เป็นความจริง แต่ผมก็ซาบซึ้งในน้ำใจของหนึ่งมากที่พร้อมจะเอาตัวเองเข้าปกป้องผม

เมื่อเราโตขึ้นมาจนใกล้จะเป็นวัยรุ่น หนึ่งและผมหัดเล่นกีต้าร์ด้วยกัน เราเริ่มเรียนวันเดียวกัน มีครูคนเดียวกัน และใช้เพลงครวญ ในการเรียนเหมือนกัน โดยพี่ที่สอนพวกเราให้เราหัดดีดสายกีต้าร์เป็นเสียงว่า “เมื่อ อยู่ ริม ฝั่ง ชล ฉัน ยล ทุก ยาม เย็น”

เวลานั้นหนึ่งยังไม่มีกีต้าร์เป็นของตัวเอง ส่วนผมมีกีต้าร์ของพี่สาวและพี่ชาย เป็นกีต้าร์โปร่งหนึ่งตัว และกีต้าร์คลาสสิคอีกหนึ่งตัว แต่หนึ่งก็ไม่เคยยืมกีต้าร์จากผมสักครั้ง

วันเวลาล่วงเลย เพื่อนๆ โยกย้ายถิ่นฐานตามผู้ปกครองไปอยู่ที่ต่างๆ กัน ล้วนไม่มีโอกาสได้เจอะเจอ ต่างคนต่างเติบโต และดำเนินชีวิตไปตามทางของตน จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากผมกลับมาจากนิวซีแลนด์ หนึ่งแวะไปหาผมที่บ้าน ผมดีใจมาก เพราะเราไม่ได้เจอกันมากว่าสิบปี เมื่อพูดคุยถามไถ่ข่าวคราวกันก็ทราบว่า ทุกวันนี้หนึ่งเป็นนักดนตรีคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่นกีต้าร์ประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวรัชดา หลังจากที่เขาได้เดินทางไปแสดงฝีมือกีต้าร์ที่ต่างประเทศมาแล้ว ผมทึ่งและยินดีกับเพื่อนมากที่สามารถเติบโต และมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมาก แต่แล้วเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกหลายปี

ขอบคุณ Google ที่ช่วยให้ผมมีโอกาสติดต่อหนึ่งได้อีกครั้ง หลังจากผมคิดถึงวันเวลาในวัยเยาว์ และเรื่องของพวกเราขึ้นมาอย่างมาก จนต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงพิมพ์ชื่อและนามสกุลของหนึ่งเพื่อค้นหา และผมก็พบอีเมล พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ผมรีบโทรไปทันที แต่ไม่มีคนรับสาย ผมจึงส่ง SMS และอีเมลไป ผมคาดไม่ถึงว่าอีกพักใหญ่ หนึ่งจะโทรกลับมา และบอกว่าตอนนั้นกำลังเล่นดนตรีอยู่จึงไม่สามารถรับสายได้ จากที่ได้คุยกันทางโทรศัพท์หนึ่งครั้ง ส่งอีเมลคุยกันอีกสองสามครั้ง ก็ผ่านมาอีกหลายปีที่เราไม่ได้เจอกัน

เมื่อวันเสาร์หนึ่งมาเล่นดนตรีให้กับศิลปิน AF ที่ลานคนเมืองในงาน ๓๖ ปี สภากรุงเทพมหานคร ชิ้งกับผมมีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งนิดหน่อยก่อนถึงเวลาแสดง หนึ่งยังคงเป็นหนึ่ง เป็นคนสุภาพเรียบร้อย เป็นคุณพ่อที่น่ารักของลูกสาวหนึ่งคน ผมดีใจที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ตอนนี้หนึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพฝีมือดีไปแล้ว ตัวผมเองตอนที่ฝีมือดีดกีต้าร์รุ่งสุดๆ จับได้สี่คอร์ด เล่นได้พอเป็นเพลงอยู่สองสามเพลง ส่วนตอนนี้ เล่นไม่ได้เลย :P

Advertisements

ให้ความเห็น

กินข้าวกับชาวตรอกหม้อ

คืนวันที่ ๑๕ พ.ค. ๕๒ ผมได้ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ สมัยเด็กๆ บางคนไม่ได้เจอกันมายี่สิบกว่าปี ผมรู้สึกดีใจมาก

เท่าที่นัดกันได้มีมาไม่กี่คน ชิ้งใช้ (โต้โผที่พยายามนัดเพื่อนๆ ตั้งแต่สองปีก่อน) หมวยจู กับ ไพ้ฮง สองคนนี้เป็นพี่น้องกัน (จูรุ่นเดียวกับผม ฮงอ่อนกว่าหนึ่งปี) เอ อ่อนที่สุดในกลุ่มที่นัดกันได้ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ จูและฮง คืนนั้นภรรยาของเอมาสังสรรค์กับพวกเราด้วย

สมัยเด็กๆ พวกเราเล่นด้วยกันทุกวัน นัดไปกินส้มตำกับองุ่นยักคิ้วกัน พากันไปดูหนังกลางแปลงตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกัน แบ่งขนมกันกิน เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ดด้วยกัน มีโกรธกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ชกต่อยกันบ้าง ตัดเพื่อนกันก็เคย แล้วพอโตขึ้น ก็เริ่มโยกย้ายถิ่นฐานกันออกไป จนเหลือผม กับเพื่อนอีกไม่กี่คนที่ยังอาศัยอยู่ที่เดิม แต่ก็ไม่ได้มาคลุกคลีกันเหมือนอย่างเคย

ชิ้ง ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แล้วย้ายกลับเข้ามาอยู่บ้านเดิมอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับที่บ้าน ทุกครั้งที่ชิ้งเจอผม ก็จะตะโกนทักทายโหวกเหวก หรือบางทีหากเจอผมกลางทาง ก็ให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ไปส่งผมที่ร้านเก่าบ่อยๆ

จู เคยยืนยันที่จะอยู่ข้างพี่สาวชิ้ง ที่ถูกผมไม่ให้เข้ากลุ่มด้วย เพราะอคติ ความเขลา เบาปัญญาของผมเอง ทำให้ผมไม่คุย ไม่คบกับจูอยู่หลายปี จนได้มาเจอกันเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมจึงกล่าวขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น และทุกวันนี้ผมนับถือน้ำใจของจูกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก

ฮง กับ เอ อยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยเด็กของผม อาจจะเพราะบ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน แม่ของพวกเราสนิทกัน พวกท่านได้พึ่งพาอาศัยกันเสมอ และผมมักจะเดินข้ามถนนแคบๆ ในซอยที่คั่นอยู่ระหว่างบ้านเรา เข้าไปเล่นด้วยบ่อยๆ เพราะสมัยที่พวกเราเป็นเด็ก จะเข้าบ้านไหนก็ไม่มีใครว่า บางทีก็ไปอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ที่บ้านของใครสักคนเพื่อเล่นเกมกระดาน ตัวต่อ lego หรือดูผู้ใหญ่ทำงาน

ปัจจุบัน ทุกคนต่างมีครอบครัว มีลูกกันแล้ว เหลือเพียง ฮง กับ ผม ที่ยังไม่มีทายาท ฮงยังถูกแซวไม่มาก เพราะเพิ่งอยู่กินกับแฟนไม่ถึงปี แต่ผมแต่งงานมาปีกว่าแล้ว ก็จะถูกแซวมากหน่อย ผมก็จะแซวออกไปทางชิ้งว่า คนอื่นเขามีลูกชายกัน ส่วนชิ้งมีแต่ลูกสาว สงสัยเพราะสั้นอันเล็ก

ที่จริงกลุ่มของพวกเรามีจำนวนคนเยอะกว่านี้มาก มีหลายคนที่เป็นพี่น้องวัยใกล้ๆ กัน และบ้านอยู่ติดๆ กัน น่าเสียดายที่คืนนั้นเราไม่สามารถมาพบกันได้ทุกคน และบางคนก็เสียชีวิตไปก่อน

ตอนกินข้าวก็พูดคุยกันเรื่องเก่าๆ และอัพเดทชีวิตปัจจุบัน แล้วก็ชวนกันไปโยนโบว์ลิ่งที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า แต่ฮงต้องขอกลับก่อนจะเริ่มเล่น ตอนที่เล่นก็ขำกันไป แซวกันไป ฮากัน อำกัน เป็นที่สนุกสนานและเสียงดังอยู่กลุ่มเดียว โชคดีที่เราเล่นกันเลนมุมสุด จึงไม่รบกวนใครมากนัก

เกมแรกต่างก็โยนกันธรรมดา แต่พอเริ่มเกมสอง เอก็แสดงลีลาการโยนลูกโค้งให้เป็นที่ฮือฮากันหลายลูก ที่ฮือฮาเพราะลูกวิ่งโค้งจากกลางเลนไปจนชิดขอบทางขวาจนเกือบตกท่อ แล้วอ้อมกลับมาตรงกลางแต่ก็โค้งไปตกท่อทางซ้ายก่อนจะโดนพินโบว์ลิ่ง แต่มีบางลูกที่เอสามารถทำสไตร์ทได้จากการโยนลูกโค้งเช่นนั้น

จังหวะที่ภรรยาของเอลุกออกไปจากโต๊ะ พวกเราจึงเริ่มแซวและตั้งฉายาให้เอที่ชอบโยนลูกไซด์โค้ง มีเสียวว่าจะล้างท่อ แล้วก็ล่างท่อ แต่สุดท้ายก็ทำสไตร์ทได้ ว่า “เอ ชอบไซ้ ได้เสียว ลงรู มีเฮ”

ผมรู้สึกขอบคุณเพื่อนทุกคนที่ยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิมให้กัน แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันจนเวลาจะผ่านล่วงเลยมากว่ายี่สิบปี ผมเพิ่งเข้าใจคำพูดของพี่เบิร์ดในโฆษณาหมากฝรั่งลอตเต้เมื่อหลายๆๆๆ ปีก่อนที่ว่า “เพื่อนกัน ไม่ต่อก็ติด” ในคืนวันนั้นเอง

ให้ความเห็น

งานแต่งเพื่อน – เพื่อ เพื่อน

๓ พ.ค. ๕๒ เป็นวันฉลองมงคลสมรสของ บี เพื่อนโรงเรียนอำนวยศิลป์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเพื่อนเพื่อเพื่อน รุ่น ๒

งานจัดที่หอประชุมกองทัพอากาศ ใกล้โรงพยาบาลภูมิพล สมาชิกกลุ่มเพื่อน เพื่อ เพื่อน หลากหลายรุ่นได้มาร่วมแสดงความยินดีกันในคืนนี้

มีเพื่อนหลายคนเดินทางไปร่วมงานแต่งซะหลายงานกว่าจะมาถึงงานของ เอ และ บี ได้ (เจ้าสาวชื่อเอ เจ้าบ่าวชื่อ บี น่ารักซะไม่มี) ที่หลายคนต้องไปหลายงานแต่ง ก่อนจะมาถึงงานนี้ได้ เพราะหลงทาง แถมพอมาถึงหอประชุมถูกแล้ว แต่ก็ไปเข้าผิดห้องอีก (ห้องข้างๆ กันมีอีกงานแต่งงานหนึ่ง)

สมาชิกกลุ่มเพื่อนเพื่อเพื่อน มากันสามโต๊ะจีน หลานๆ ก็มากันหลายคน เด็กๆ น่ารักมาก เห็นแล้วอบอุ่นใจแทนเจ้าบ่าวจริงๆ ก่อนแยกย้ายกันกลับ ก็ชักชวนกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่ผมไม่ได้นำกล้องไปด้วย ต้องรอจากน้องพร ประธานกลุ่มรุ่นที่ ๕ ที่ต้องรอรูปจากกล้องของเพื่อนคนอื่นอีกที

ตอนนี้แกนการประสานสมาชิกในกลุ่มได้ย้ายจากเจี๊ยบรุ่น ๒ ไปสู่น้องพรรุ่น ๕ เพราะเจี๊ยบไม่ค่อยว่างแล้ว

ระหว่างเดินทางกลับในรถ หนุ่ย เจี๊ยบ และผมคุยกันว่างานแต่งเพื่อน เหมือนเป็นงานเลี้ยงรุ่น และอยากให้มีเพื่อนแต่งงานอีก เราจะได้ไปรวมตัวกันอีก เพราะงานแต่งของเพื่อน ก็เพื่อให้เพื่อนๆ ได้มาเจอกันอีกครั้ง :)

Comments (7)

%d bloggers like this: