Archive for Thoughts

สวัสดีปีใหม่ ๒ ๕ ๕ ๕

โพสนี้เป็นโพสที่ ๕๐๐ พอดี :)

ขอพรศักดิ์สิทธิ์จากทั่วสารทิศ ประสาทประสิทธิ์สัมฤทธิ์ผล ดลบันดาลทุกหมู่ทุกผู้คน สุขประสบสมหวัง สวัสดี :)

ให้ความเห็น

คุยกับตัวเอง (อีก)

คนที่มีใจเมตตา มีจิตคิดแต่ให้ จะไม่มีวันถูกเอาเปรียบ

ให้ความเห็น

คุยกับตัวเอง

การพยายามหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง ไม่ช่วยให้ความจริงแท้เปลี่ยนแปลงไป

Comments (3)

เจ้าหญิงซูยุ

ตั้งแต่ผมจำความได้ สัตว์เลี้ยงของบ้านเรามีแต่แมวเท่านั้น บางช่วงมีหลายตัว บางช่วงมีตัวเดียว และบางช่วงไม่มีเลยสักตัว ผมจำได้ว่าเคยอยากเลี้ยงหมาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับอนุญาต ผมจำเหตุผลไม่ได้ล่ะว่าทำไม แต่เท่าที่รู้เหตุผลที่บ้านเราสามารถเลี้ยงแมวได้มีประมาณนี้คือ ๑. คุณปู่เป็นคนรักแมวมาก ถึงขนาดห้ามทุกคนใช้เท้าเล่นกับแมวโดยเด็ดขาด (แต่ผมเกิดไม่ทันคุณปู่ แมวในบ้านจึงมักถูกผมเล่นหนัก ๆ สารพัดวิธี) ๒. คุณพ่อผมเห็นว่าแมวมีอิสระในตัวเอง คือมันนึกอยากไปก็ไป อยากมาก็มา อยากอยู่ก็อยู่ เพราะคุณพ่อผมเห็นว่าเราเลี้ยงมันได้โดยไม่ต้องขังมันไว้ มันอยากไปไหนก็ปล่อยมันไป ให้มันได้เป็นอิสระตลอดเวลา

แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อน ๆ ชาวตรอกหม้อนิยมเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่กัน ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ช่วง ป.๖ ถึง ม.๑ พวกเราหุ้นกันไปซื้อเป็ดไก่มาเลี้ยงด้วยกันส่วนหนึ่ง โดยใส่กรงส่วนกลางไว้ตรงพื้นที่ว่างแถว ๆ บ้านเรา และอีกส่วนหนึ่งตังค์ใครตังค์มัน แยกไปเลี้ยงกันเองที่บ้าน ผมก็ได้เลี้ยงลูกไก่กับเขาด้วยเช่นกัน (ช่วงเวลานั้นที่บ้านเราไม่มีแมวมาอาศัยอยู่)

ลูกเจี๊ยบส่วนกลางชุดแรกค่อย ๆ ตายไปทีละตัว พวกเราก็ไปซื้อมาเพิ่มอีกรอบ พอชุดใหม่ตายหมด ก็เลิกการเลี้ยงแบบกลุ่ม ใครที่ยังเหลือลูกเป็ดลูกไก่อยู่ที่บ้าน ก็เลี้ยงกันเอง จนกระทั่งตายกันเกือบหมด

ผมเหลือลูกเจี๊ยบอยู่ที่บ้านตัวหนึ่ง แต่เลี้ยงไปได้อีกไม่นาน ก็ถูกแมวข้างบ้านคาบไปกินต่อหน้าต่อตา ตอนนั้นผมทั้งโกรธ ทั้งโมโห ร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพราก พราก และแค้นเจ้าแมวตัวนั้นมาก แต่พอตอนนี้มานึกดูแล้วต้องขอบคุณมัน เพราะเหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเขียนบันทึก (เริ่มจากเขียนแช่งแมวตัวนั้นนั่นแหละ)

ที่บ้านผมมีพี่น้องสี่คน พี่สาวคนโต ผมเรียกว่าเจ๊ พี่ชายคนโต (เป็นคนที่สองของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียใหญ่ และพี่ชายคนก่อนหน้าผม (คนที่สามของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียเล็ก ส่วนผมเป็นน้องสุดท้องที่อายุห่างจากพี่ ๆ หลายปี (ตอนผมอยู่ ม.๕ ก็ไปขอลูกสาวคนเดียวของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมเคารพรัก มาเป็นน้องสาวอีกคน)

หลังจากลูกไก่ถูกแมวคาบไปกินคราวนั้น ผมเสียใจอยู่หลายวัน เฮียเล็กคงสงสาร จึงขี่จักรยานไปซื้อลูกเจี๊ยบมาให้ผมอีกสองตัว เฮียบอกว่าไปหาซื้อลูกเจี๊ยบตัวเมียมาให้ เพราะหวังว่าจะได้กินไข่ไก่กัน

ผมกับเจ๊ช่วยกันตั้งชื่อลูกเจี๊ยบทั้งสอง ขณะนั้นการ์ตูนอิคคิวซัง กำลังโด่งดัง ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง พวกเราจึงใช้ชื่อตัวละครในการ์ตูน เจ๊ผมตั้งชื่อให้ลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งว่า ยาโยย ส่วนผมตั้งชื่อให้ตัวที่เหลือว่า ซูยุ

ไม่นานนักเจ้ายาโยยก็ลาโลก เหลือเพียงเจ้าซูยุเพียงตัวเดียว พวกเราช่วยกันเลี้ยงดูเจ้าซูยุให้เติบโตผ่านพ้นช่วงอันตรายต่าง ๆ จนโตขึ้นมาเป็นไก่กระทงได้

ที่บ้านผมเป็นร้านขายของชำ ตอนเช้าต้องเลื่อนตู้โชว์สินค้าไปตั้งหน้าร้าน พอดึกก็เข็นกลับเข้ามาเก็บในบ้าน ห้องที่ผมนอนอยู่ชั้นสอง ตรงพื้นจะมีช่องเจาะทะลุเอาไว้ส่งสินค้าระหว่างร้านค้ากับชั้นสอง เวลาเก็บร้านตอนดึก ตู้โชว์สินค้าที่ถูกเข็นเข้ามาจะอยู่ใต้ช่องส่งสินค้านี้พอดี

เช้าวันนั้นผมตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงไก่ขัน เสียงดังมากเหมือนอยู่ข้างหู ผมเปิดช่องส่งสินค้าออกดู พบว่าเจ้าซูยุขึ้นมาตีปีกพึบพั่บอยู่บนตู้โชว์สินค้านั้น และโก่งคอขันหลายต่อหลายครั้ง ผมประหลาดใจมากว่าทำไมไก่ตัวเมียจึงขันได้เหมือนไก่ตัวผู้ เมื่อทุกคนในบ้านตื่นขึ้นมาแล้วลงมาดูเจ้าซูยุ ก็ลงความเห็นกันว่ามันเป็นไก่ตัวผู้อย่างแน่นอน ไม่ใช่ไก่ตัวเมีย

ผมมาทราบภายหลังว่าเฮียเล็กขี่จักรยานกลับไปร้านที่ขายลูกเจี๊ยบให้ เพื่อไปต่อว่าคนขาย เฮียบอกว่าเตรียมไปด่ามันเต็มที่เลย “เฮ้ย ก็ไหนบอกว่าในเล้านี้มีแต่ตัวเมียไง แล้วทำไมที่ซื้อไปเป็นตัวผู้วะ”

แต่พอได้ยินคนขายตอบแล้วเฮียด่าไม่ออก เพราะคนขายบอกว่า “อ้าวก็ผมบอกแล้วไงว่าในเล้านี้ตัวเมียหมด ตัวเมียหมด”

Comments (2)

ของที่แม่กิน

คุณแม่ของผมเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง และจัดว่าเป็นคนค่อนข้างผอมมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะเป็นเพราะแม่ไม่ค่อยกินอาหาร เช้ามาจิบกาแฟดำแก้วเดียวอยู่ได้ถึงเพล แถมพอกินข้าวเที่ยงไปเพียงเล็กน้อยก็จะอิ่มและรู้สึกง่วงทันที ตื่นมาตอนบ่ายแก่ ๆ ก็จะยังไม่รู้สึกหิว และไปกินข้าวเย็นอีกทีตอนค่ำ

กิจกรรมหลักระหว่างกินอาหารเย็นของแม่ผมมีสองอย่างคือ หนึ่งดูละครทีวี และสองคุยโทรศัพท์ ผมสังเกตเห็นมานานแล้วว่า แม่จะเริ่มยกหูโทรศัพท์โทรไปหาเพื่อนคนนู้นคนนี้ หรือไม่ก็ญาติ ๆ ที่นครปฐมเป็นประจำตอนที่ข้าวในจานเหลืออีกประมาณสองสามคำ ช่วงที่คุยโทรศัพท์แม่ก็จะค่อย ๆ หยุดกินข้าว และบอกให้ยกจานไปเก็บทุกที

บางครั้งที่แม่ไม่ได้เปิดทีวีขึ้นมาดู หรือไม่ได้โทรศัพท์ไปหาคนนู้นนี้ ก็จะมีกิจกรรมรอง คือ บ่นเรื่องของผม (ให้ผมเองนั่นแหละฟัง) เรียกว่ากินไปบ่นไปสอนไป จนเลิกกินข้าวและบอกให้ยกจานไปเก็บอีกเหมือนกัน

เวลาที่ลูก ๆ หรือใคร ๆ จะซื้อของกินอะไรมาฝากแม่ ท่านมักจะบอกว่าไม่ต้องซื้อมาหรอก เปลืองตังค์ ของกินแม่มีอยู่เต็มตู้เย็น ซึ่งเป็นเรื่องจริง ถ้าแม่ไม่ซื้ออะไรมาเก็บไว้ ก็จะมีคนนำข้าวของมาฝากท่านเป็นประจำ ทั้งลูก ๆ และคนรู้จัก ส่วนใหญ่เป็นของกินพวกผัก ผลไม้ ขนมกินเล่น กระทั่งเนื้อไก่ เนื้อหมู และพวกที่ไม่ใช่ของกิน เช่น น้ำหอม จนตู้เย็นขนาดสูงท่วมหัว แทบไม่เหลือช่องว่างให้ใส่อะไรเข้าไปได้อีก

ของกินที่คนนำมาฝากแม่ มักจะเป็นของดี ๆ คุณภาพสูง ราคาแพง แม่ผมก็จะรู้สึกเสียดาย เก็บไว้จนมันเริ่มเสีย หรือใกล้จะหมดอายุ ค่อยนำออกมากิน ซึ่งบางทีก็กินกันไม่ทันวันหมดอายุ กลายเป็นว่าได้กินครึ่ง ต้องทิ้งไปครึ่ง จนเป็นเรื่องปกติ

ที่จริงแม่ผมมีของที่ชอบกินอยู่ไม่กี่อย่าง แม่มักจะถามผมว่าจำได้ไหมว่าแม่ชอบกินอะไรบ้าง ผมจำได้ว่าแม่ชอบน้ำพริกแมลงดา ทุเรียนทอด ไส้กรอกรมควันตราหมูตัวเดียว (คนส่วนใหญ่ซื้อไส้กรอกทีละไม่กี่ขีด แต่แม่ผมซื้อทีละเป็นกิโล) ส่วนใหญ่ที่แม่ถามก็เพราะเมียผมชอบซื้อของกินมาฝาก แล้วให้ผมเป็นคนหิ้วมาให้ท่าน แต่เป็นของที่ท่านกินได้แค่หนสองหน แล้วก็เบื่อ รวมทั้งไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องเสียเงินซื้อมา (คือถ้าจะซื้อมา ก็ซื้อของที่แม่ชอบมาเลยดีกว่า ตรงประเด็นดี)

แม่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกไปหาความบันเทิงนอกบ้าน ทั้งพ่อและแม่ผมพูดบ่อย ๆ ว่าเก็บเงินไว้ให้ลูก ๆ ดีกว่า แต่ถ้าลูก ๆ พาแม่ออกไปกินข้าวนอกบ้านในวันแม่ แม่จึงจะไปเพราะมีเพียงปีละหน และเนื่องจากแม่จำวันเกิดตัวเองไม่ได้ พวกเราจึงใช้วันแม่เป็นการเลี้ยงวันเกิดท่านไปในตัว

นอกจากออกไปกินข้าวกับลูก ๆ ในวันแม่แล้ว ถ้าหากมีคนชวนแม่ไปทำบุญท่านจะชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นทอดกฐิน ผ้าป่า หรือว่าเทศน์มหาชาติ ไกลแค่ไหนท่านก็ไป (โดยเฉพาะวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องให้หวยแม่น)

เมื่อต้นเดือนนี้ พี่สาวกับพี่เขยผมชวนแม่ไปเที่ยวแสวงบุญ นมัสการสังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ช่วงเดือนหน้า แม่ตอบรับทันทีแล้วโทรมาชวนผมไปหาซื้อเสื้อกันหนาว แม่บอกว่าที่จริงพี่เขยผมก็มีเสื้อกันหนาวให้ยืม แต่แม่ไม่ชอบ เพราะมันตัวใหญ่ เวลาที่ถ่ายรูปออกมาเดี๋ยวไม่สวย

เรื่องสวยเรื่องงามนี่แม่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และมีเพลงที่ท่านร้องบ่อย ๆ จนกลายเป็นเพลงประจำตัว คือ “ถึงฉันแก่แล้ว ฉันก็อยากสวย… ใครจะทำไม” :D

หลังจากที่คุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้คนโตแล้ว ก็สรุปตรงกันว่าจะพาคุณแม่ไปชอปปิ้งที่แพลตตินัม ประตูน้ำ ที่จริงแม่ผมชวนเมียผมไปด้วย แต่เมียผมติดขึ้นเวร ตอนแรกว่าจะไปกันวันพฤหัสบดี ผมก็เลยว่าจะพาท่านไปเดินตั้งแต่ห้างเปิด จะได้มีเวลาเดินเลือกดู มองหา เปรียบเทียบก่อนซื้อตัวที่ชอบ แต่สุดท้ายเลื่อนนัดมาเป็นวันพุธ พี่ชายผมติดงาน ส่วนผมติดทำโปรเจคช่วงเช้าถึงบ่าย พี่สะใภ้คนโตจึงอาสาพาคุณแม่ไปเดินเลือกซื้อเสื้อกันหนาวก่อน แล้วผมค่อยตามไปตอนเย็น

ที่ผมตามไปตอนเย็น เพราะเป็นคำสั่งเมียให้พาคุณแม่ไปกินส้มตำที่แพลตตินัม เมียผมบอกว่าเห็นแม่ผมกินส้มตำบ่อย ช่วงไหนที่ท่านเบื่อ ๆ อาหารก็มักจะสั่งส้มตำมากิน และส้มตำที่แพลตตินัมก็อร่อยระดับโลก

ตอนที่ผมไปถึงคุณแม่ซื้อของเสร็จพอดี ผมจึงพาท่านขึ้นไปชั้น ๖ (ส่วนพี่สะใภ้ขอพาแม่ตัวกับหลานไปหาซื้อของต่อก่อนค่อยตามมา) เมื่อถึงชั้น ๖ หาที่นั่งให้แม่ได้แล้ว ผมก็ไปซื้อส้มตำปลากรอบ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง มานั่งกินกับแม่ ท่านกินคำแรกก็บอกว่าอร่อย รสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่เผ็ดเกินไป ไม่มีรสไหนอ่อนแก่กว่ากัน ท่านกินไปชมไป ลูกชายก็ได้หน้า เห็นแม่กินได้อย่างเอร็ดอร่อยก็ดีใจ ข้าวเหนียวที่ซื้อมาตอนแรกสามห่อ ผมซัดไปคนเดียวสองห่อแล้ว ข้าวเหนียวของแม่ก็ใกล้จะหมด ผมจึงวิ่งไปซื้อข้าวเหนียวมาเพิ่มอีกสองห่อ ตอนแรกแม่บอกว่าอิ่มแล้ว แต่ผมยัดข้าวเหนียวไปให้ท่านหนึ่งห่อ ท่านกินข้าวเหนียวห่อที่สองอีกเกือบครึ่ง และบอกว่าไม่เคยกินข้าวได้เยอะแบบนี้มาก่อน

เมื่อพี่สะใภ้ผมพาแม่กับหลานตัวตามขึ้นมา พวกเราก็กินกันใกล้เสร็จพอดี ผมก็รีบอวดว่าวันนี้คุณแม่กินข้าวได้เยอะล่ะ กินข้าวเหนียวกันสองคนห้าห่อแน่ะ แม่ผมพูดขึ้นมาว่า “ไอ้บ้า บอกเขาทำไม แม่อายนะ” แล้วก็ยิ้ม ๆ (ผมคิดในใจ แม่อาย แต่ผมอิ๊มอิ่ม) :D

ให้ความเห็น

ข้างหลังภาพ

จากนิตยสาร MED IS CU
เรื่องดีๆ ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 กรกฎาคม – กันยายน 2553

หน้า 15
เล่าสู่กันฟัง
By : พลาบาลรุ่นเก๋า

ข้างหลังภาพ

เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานในไอซียูของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฐานะของนักศึกษาทำให้สังเกตเห็นประเด็นต่างๆ มากกว่าตอนที่ทำงาน จึงจะขอเล่าถึงการดูแลผู้ป่วยรายหนึ่งไว้เป็นข้อคิดให้แก่ท่านผู้อ่าน

ผู้ป่วยเอดส์รายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และแพทย์ได้สั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยรับประทาน แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยา และขาดการมาตรวจตามนัดจนกระทั่งติดเชื้อ ฉวยโอกาสอาการทรุดหนักต้องเข้าไอซียูและใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยรู้ตัว เหม่อลอย ไม่ค่อยโต้ตอบสื่อสาร แม้พยาบาลจะดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี อาการของผู้ป่วยก็ยังคงเป็นแบบไม่ยินดียินร้าย สีหน้าเมินเฉย ทำให้ดูเหมือนว่าผู้ป่วยปลงต่อโรคที่เป็น หรือไม่ได้อยากรักษาโรคจึงไม่กินยาต้านไวรัส สำหรับผู้ป่วยเอดส์สิ่งสำคัญของการรักษาและเป็นปัญหาที่น่ากลัว คือการดื้อยา ดังนั้นแพทย์และพยาบาลจึงมักถามผู้ป่วยว่าทำไมไม่กินยา ซึ่งผู้ป่วยก็ไม่ตอบอะไร ได้แต่มองหน้าคนถามแล้วก็นิ่ง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังไม่มีญาติที่จะให้ข้อมูลได้เลย ในฐานะผู้ที่เข้ามาศึกษาจึงมีคำถามจากอาจารย์พยาบาลว่า “เราจะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้อย่างไร” เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่จากเวชระเบียน โดยไม่ได้เข้าไปคุยกับผู้ป่วยเอง (แปลว่าคิดเอาเอง) ผู้ป่วยน่าจะมีปัญหาด้านจิตใจ มีภาวะเศร้า ท้อแท้ อีกทั้งผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อเรื้อรังยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ ผู้ป่วยตัวคนเดียวอาจไม่มีแรงจูงใจกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในเช้าวันที่จะเข้าไปคุยกับผู้ป่วยนั่นเอง พยาบาลที่เป็นเจ้าของผู้ป่วยเป็นพยาบาลอาวุโสกำลังพูดคุยกับผู้ป่วย และผู้ป่วยก็โต้ตอบเป็นอย่างดีไม่มีท่าทีเมินเฉยเหมือนก่อนนี้ พี่พยาบาลคนนี้เล่าให้ฟังว่าผู้ป่วยไม่ได้ท้อแท้หรือไม่อยากรักษาอย่างที่เราคิดหรอก แต่เค้าไม่รู้จะตอบคำถามได้อย่างไร เพราะใส่ท่อช่วยหายใจอยู่คิดว่าพูดไม่ได้และเหตุผลของเขาก็มีมาก พูดไปแพทย์ ก็คงไม่เข้าใจ มาหนำซ้ำคำถามที่ว่า “ทำไมไม่กินยา” “ไม่อยากรักษาหรือไร” “รู้มั๊ยที่เป็นหนักอย่างนี้ก็เพราะไม่กินยา” เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกต่อว่าว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย (ต้องประกอบกับลักษณะของน้ำเสียงที่ใช้ด้วย จึงจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเช่นนั้น) เทคนิคการตั้งคำถามของพี่พยาบาลคนนี้ก็คือถามคำถามสั้นๆ ให้ผู้ป่วยตอบแบบพยักหน้าหรือส่ายหน้าเท่านั้นในช่วงแรก แล้วสะท้อนคำตอบให้ผู้ป่วยรู้ว่าเราเข้าใจเมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกว่าสื่อสารได้แม้จะมีท่อช่วยหายใจคาอยู่ จึงค่อยถามคำถามที่มีคำตอบยาวขึ้น เนื่องจากพี่พยาบาลคนนี้มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยเอดส์มาก่อน และทราบดีว่าปัญหาใหญ่ของการไม่รับประทานยาต้านไวรัสต่อเนื่อง คือ อาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ของยานั่นเอง การถามคำถามสั้นๆ ว่า “กินยาต้านไวรัสแล้วปวดหัว เวียนหัวใช่มั๊ยถึงได้เลิกกินยา” ผู้ป่วยถึงกับตาโตและรีบพยักหน้ารับ “นอกจากนี้ยังคลื่นไส้อาเจียน หลังกินยาด้วยใช่มั๊ย” ผู้ป่วยพยักหน้ารับอีก “มีฝันร้ายด้วยมั๊ย” ผู้ป่วยพยักหน้าและคิดว่าทำไมพยาบาลจึงรู้ว่าเขามีอาการเหล่านี้ทั้งหมดจึงไม่สามารถรับประทานยาต่อได้ เมื่อพยาบาลบอกว่าผลข้างเคียงของยาเหล่านี้เกิดได้กับผู้ที่กินยาต้านไวรัสแทบทุกคน เมื่อทนกินยาต่อเนื่อง 2-8 สัปดาห์อาการจะทุเลาลง เมื่อสื่อสารกับผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นจึงได้รู้ว่าเราวิเคราะห์ผิดพลาด ผู้ป่วยไม่ได้ท้อแท้ แต่คิดว่าคงพูดไม่เข้าใจจึงยังไม่อยากพูด และเห็นว่าแพทย์และพยาบาลงานยุ่งคงไม่มีเวลาพูดคุยกันจนเข้าใจได้หรอก (ท่าทางรีบร้อนของเราจะทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเราไม่มีเวลาจะพูดคุยกับเขา) และยังน้อยใจที่ถูกตำหนิว่าไม่รู้จักรักษาตัวเอง เมื่อพยาบาลถามว่า “เคยมีคนบอกถึงผลที่จะเกิดเมื่อกินยาต้านไวรัสมาก่อนมั๊ย” ผู้ป่วยบอกว่า “น่าจะมีตอนที่ไปรับยาแต่บอกหลายเรื่องมากจนจำได้ไม่หมดและตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไหร่” พยาบาลจึงถามว่า “ถ้าลดผลข้างเคียงลงหรือให้แพทย์ปรับยาให้ใหม่จะยอมกินยาได้มั๊ย” ผู้ป่วยบอกว่าจะพยายามอดทนกินยาให้ได้ไปตลอด และยิ่งรู้ว่ามีคนอื่นเป็นเหมือนกันก็สบายใจขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากผู้ป่วยรายนี้ สำหรับตัวดิฉันเองคงเป็นการที่จะไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ จากสิ่งที่เห็น เพราะข้างหลังภาพที่เราเห็นอาจมีสิ่งที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ แล้วท่านผู้อ่านได้ข้อคิดอะไรบ้างมั๊ยคะ

Comments (1)

ไม่ปรุงแต่ง

วันหนึ่งผมคิดได้ว่า หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมาของผม ที่ทำให้รู้สึกดี หรือแย่ ล้วนมาจากการปรุงแต่งไปเองของจิตทั้งสิ้น เช่น

๑. ตาเห็นรูป หากเราเพียงแต่รับรู้ว่าเห็นรูป ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่าเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ขาว สวย สะโพกผาย อกบึ้ม น่ามอง ไม่น่ามอง มันก็เป็นเพียงรูปและจบลงที่ตรงนั้น
๒. หูได้ยินเสียง หากเราเพียงแต่รับรู้ว่ามีเสียง ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่าเขากำลังด่า นินทา ไพเราะ ไม่น่าฟัง หรือกำลังพูดเรื่องอะไร มันก็เป็นเพียงเสียงและจบลงที่ตรงนั้น
๓. จมูกได้กลิ่น หากเราเพียงแต่รับรู้ว่ามีกลิ่น ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่า หอมหรือเหม็น มันก็เป็นเพียงกลิ่นและจบที่ตรงนั้น
๔. ลิ้นได้รับรสอาหาร หากเราเพียงแต่รับรู้ว่าเป็นรส ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่าอร่อย ไม่อร่อย มันก็เป็นเพียงรสและจบลงที่ตรงนั้น
๕. กายรู้ถึงการสัมผัส และอุณหภูมิต่างๆ หากเราเพียงแต่รับรู้ว่าเป็นการสัมผัสถูก และรู้ว่ามีอุณหภูมิอยู่ ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่าถูกใจ ไม่ถูกใจ สบาย ไม่สบาย มันก็เป็นเพียงรู้สัมผัสทางกายและจบลงที่ตรงนั้น
๖. ใจเกิดอารมณ์ หากเราเพียงแต่รับรู้ว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปว่าสุข ทุกข์ มันก็เป็นเพียงอารมณ์และจบลงที่ตรงนั้น

วันนั้นคิดได้ แต่สติและปัญญายังไม่เข้มแข็งพอที่จะระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะฝึกจิตให้ไม่ปรุงแต่ง โดยเริ่มจากการไม่ปรุงก๋วยเตี๋ยว แต่เมื่อหัวค่ำนี้ผมพลาดไปเสียแล้ว เพราะไปกินบะหมี่หมูแดง รสที่ได้รับคำแรกก็ “อร่อย” แถมยังเกิดความอยากรู้ว่าถ้าใส่น้ำตาล พริกป่น กับพริกน้ำส้มลงไปจะอร่อยมากขึ้นไหมเสียอีก ทั้งๆ ที่ปกติ ผมไม่ค่อยจะปรุงก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว

คงต้องเตือนตนบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ เพื่อเจริญสติ และปัญญาให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม :)

Comments (6)

Older Posts »
%d bloggers like this: