Archive for ตุลาคม, 2004

ปาร์ตี้ หมา หมา

จะไปหาคนร่วมหอน … ไปด้วยกันมั๊ย?

Comments (1)

อย่างฮา …

iannnnnV2 is coming to town

Comments (1)

ขออโหสิกรรม

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมใดก็ดี ที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่าน ทั้งต่อหน้าก็ดี ทั้งลับหลังก็ดี จะโดยเจตนาก็ดี โดยไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขอให้ท่านจงโปรดอดโทษและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วย

หากมีสิ่งใด บุคคลใดที่ข้าพเจ้าเคยเพ่งโทษ โกรธเคือง เคียดแค้น ผูกใจเจ็บไว้ ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้และขอเป็นผู้ไม่ผูกเวรไม่จองเวรกันต่อไป

====
มาขออโหสิกรรม และมาให้อโหสิกรรม เพราะเมื่อคืนฝันว่ากำลังจะตาย โดยที่ไม่ทันได้บอกลาใคร -_-” เศร้านะ ในฝันเห็นว่าคุณพ่อกำลังจะเดินทางมา แต่ไม่ทัน เราไม่ได้บอกรักท่านเลย ข้างกายเราก็ไม่มีใครสักคน ไม่ได้ลาใครสักคน …

พอตื่นมา หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็เลยเดินไปกราบคุณพ่อที่ตัก (ท่านกำลังนั่งทำงานอยู่หลังบ้าน) เล่าความฝันให้ท่านฟัง กอดท่าน บอกท่านว่าเรารักท่าน และจูบที่มือ จากนั้นก็ออกมาทำแบบเดียวกันกับคุณแม่บ้าง

ตอนนี้สบายใจหล่ะ … ถ้าต้องตายลงตอนนี้จริงๆ ก็คงไม่เหลืออะไรค้างคาใจมากเหมือนเมื่อก่อน ยังคงเหลือแต่เร่งทำพระนิพพานให้แจ้ง (อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) :)

Comments (5)

Spread FireFox

มาใช้ FireFox กันเถอะ :)

ให้ความเห็น

“ขอบคุณ” (คำที่หายไปจากปากคนไทย)

วันนี้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปตากอากาศ(และมลพิษ)ระหว่างทางไป-กลับพันธุ์ทิพย์อีกครั้ง

การเดินทางครั้งนี้ได้เห็นเรื่องที่ทำให้ยิ้ม และเรื่องที่ทำให้ต้องเก็บมาครุ่นคิดด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์ที่ว่าก็คือ เมื่อตอนขากลับจากพันธุ์ทิพย์ผมขึ้นรถประจำทางปรับอากาศแบบยูโร (รถส้ม) ที่หนึ่งป้ายก่อนถึงป้ายที่ผมต้องลง มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง คงอยู่ในวัยราวๆ เด็ก ม.๓-ม.๔ เพราะเห็นพวกเด็กผู้ชายหัวยังเกรียนๆ กันอยู่ เด็กผู้ชายคนหนึ่งได้ที่นั่ง … และเขาพึ่งหย่อนก้นลงนั่งได้ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นน่าจะอายุไล่ๆ กันขึ้นมาบนรถ (คาดว่าพวกเขาคงมาเรียนพิเศษกันแถวนี้) เด็กวัยรุ่นชายคนนั้น จึงลุกให้สาวทึ่พึ่งขึ้นมานั่ง ผมหันไปมอง แล้วก็อมยิ้ม … เพราะวัยรุ่นสาวคนนั้นหน้าตาน่ารัก ผิวขาว ส่วนวัยรุ่นชายที่ลุกให้นั่ง ก็ผิวขาว แต่หน้า…แดง…มาก… ผมเห็นหน้าเขาแดงตั้งแต่คางขึ้นไปจนถึงหน้าผากและใบหู .. นี่ถ้าหากโกนผมเขาออกให้หมด ก็อาจจะมองเห็นได้ว่า เลือดได้สูบฉีดอย่างแรงขึ้นไปเลี้ยงหัวเขาทั้งหัวเลยกระมัง (ลูกผู้ชายตัวจริง นิ่งๆ แต่จริงๆ ขี้อาย)

ส่วนเรื่องที่ทำให้เก็บมาครุ่นคิดคือเด็กสาวคนนั้นมิได้เอ่ยคำว่าขอบคุณ … แต่ทำหน้างงๆ (หรืออาจจะเขิน)

ผมนำเรื่องนี้กลับมาคิดตลอดทางที่เดินจากป้ายรถเมลที่ผมลง จนกลับมาถึงร้าน … ลองนึกๆ ย้อนไปหลายๆ ครั้งที่ผมลุกให้คนที่คิดว่าสมควรจะได้นั่ง (เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา ผู้พิการ ฯลฯ) มีบ่อยครั้งที่ผมไม่ได้ยินเขากล่าวคำว่าขอบคุณ หรือบางครั้งที่เห็นคนอื่นๆ ลุกให้คนอื่นๆ ได้นั่ง ผมก็ไม่ค่อยได้ยินคำว่าขอบคุณจากผู้ที่ได้รับการเอื้อเฟื้อนั้นเลย … ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่งวันนี้

สิ่งที่ทำให้ผมคิดก็คือ … มันเป็นหน้าที่หรือเปล่าที่เราจะต้องลุกให้คนอื่นนั่ง? บางทีเราก็ป่วย เราก็ไม่ได้แข็งแรงและต้องการที่นั่งเหมือนกัน แต่เราก็ยังลุกให้คนที่เราคิดว่าสมควรมีที่นั่งเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของเขา หรือเพื่อความสุขสบายของเขา … เราทำเพื่ออะไร? ทำเพื่อความดี? ทำเพื่อรู้สึกว่าเราเป็นคนดี? เราทำเพื่อเสริมอัตตาของเราเองว่ากูเป็นคนดี?

เคยได้อ่านเรื่องขำขันเรื่องหนึ่ง … นานมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นบนรถเมล์ มีชายคนหนึ่งลุกให้หญิงสาวที่พึ่งขึ้นมาใหม่ได้นั่ง แล้วเขาก็โน้มตัวลงไปถามหญิงสาวคนนั้นว่า

“ตะกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ?”
เธอสวนกลับมาว่า “เปล่า ชั้นไม่ได้พูดอะไรสักคำ”
“อ๋อ เหรอครับ .. ผมนึกว่าผมได้ยินคุณพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ เสียอีก”

สงสัยว่าคราวต่อๆ ไป อาจจะต้องนำมุขนี้ไปใช้บ้าง

Comments (8)

ไทยโกอินเตอร์ หรืออินเตอร์โกไทย?

ให้ความเห็น

มาร่วมอนุโมทนาบุญกัน

เมื่อวานไปบริจาคโลหิตมาครับ (บริจาคครั้งแรกของปีนี้ -_-“) โดนหมอที่เจาะเลือดงอนใส่ด้วย …

หมอเปิดบัตรบริจาคโลหิตขึ้นมาดู เห็นว่าครั้งสุดท้ายที่มาบริจาคคือเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว
“คราวนี้ตั้งใจมาบริจาคเหรอคะ?”
“ครับ พอดีเห็นมีประกาศว่าเลือดในคลังสำรองใกล้หมด และต้องการรับบริจาคด่วน”
“อ๋อ ถ้าไม่เห็นประกาศก็ไม่มาใช่ไหมคะ” (ทำเสียงงอน และค้อนใส่เล็กน้อย)
“เอ่อ ไม่ใช่ครับ พอดีคราวก่อนผมจะมาแล้วไม่สบายพอดี”
“แล้วนี่หายดีหรือยังคะ?”
“หายแล้วครับ แต่ที่ผ่านมานอนดึกบ่อยเลยไม่ได้มาบริจาค” (ทำหน้าเศร้าและเสียงสำนึกผิด -_-“)

คราวนี้โดนเจาะเลือดสองแขนเลย เพราะเขาต้องการเกล็ดเลือดกรุ๊ปเอพอดี แต่พอไปเจาะตรวจดูแล้ว เกล็ดเลือดผมมีแค่แสนเจ็ด ให้ไม่ได้ มีพอแค่ของตัวเองใช้ ถ้าจะบริจาคเกล็ดเลือดได้ต้องมีถึงสองแสนห้า เลยต้องกลับมาบริจาคโลหิตธรรมดาไป

ตอนที่นอนบริจาคอยู่หมอแนะนำว่า ถ้าอยากให้เกล็ดเลือดเยอะต้องนอนหัวค่ำและนอนให้เพียงพอ ถ้ายังนอนดึกบ่อยๆ ก็คงมีเกล็ดเลือดได้ไม่เยอะ และนอนกลางวันก็ไม่เหมือนนอนกลางคืนด้วยนะ ร่างกายได้พักผ่อนไม่เหมือนกัน (เราได้แต่อมยิ้มแก้มตุ่ย เพราะนอนกลางวันประจำ แหะๆ)

แต่ในที่สุดก็ได้บริจาคโลหิตไปเรียบร้อย จึงมาบอก และเชิญร่วมอนุโมทนาบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในครั้งนี้ด้วยเทอญ …

(ป.ล. เครื่องชั่งน้ำหนักที่สภากาชาดท่าทางไม่น่าไว้ใจ ก็เราชั่งที่บ้านได้หกสิบแปดเอง พอไปชั่งที่โน้น ไหงกลายเป็นเจ็ดสิบจุดหนึ่งได้วะ … ตอนเห็นตัวเลขขึ้นมา ถึงกับอึ้งไปหลายวิฯ)

Comments (2)

Older Posts »
%d bloggers like this: