Archive for มีนาคม, 2005

ร้อนจัด

บ่ายสาม อากาศร้อนกว่าเมื่อวาน ขนาดว่าอยู่ในห้องแอร์ยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามา แถมพ่วงด้วยกลิ่นประหลาด คาดว่าคงลอยขึ้นมาจากน้ำคลองข้างๆ ร้าน

เปิดพัดลมสองตัว สามตัวเพื่อช่วยเครื่องปรับอากาศไม่ให้ทำงานหนักจนเกินไป แต่อุณหภูมิภายในร้านก็ยังไม่เย็นลงมากนัก (หน้าปัทม์แสดงอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศนิ่งอยู่ที่ ๒๗ องศาฯ)

นึกๆ ว่าจะทำไงดีหว่า เลยออกไปซื้อ สเลอปี้ รสเบอร์รี่เลิฟ มากิน (อยากกินมาหลายวันแล้ว เมื่อวานก็จะไปซื้อกินเหมือนกัน แต่เครื่องมันไม่ทำงานหลังเที่ยงคืน)

ตอนนี้เริ่มรู้สึกหนาวๆ ขึ้นมาเล็กน้อยแล้วสิ … สเลอปี้ยังไม่หมดเลย -_-“

ให้ความเห็น

Gizmodo

Gizmodo, the gadget guide. So much in love with shiny new toys, it’s unnatural.

สนุกดี แต่เป็นภาษาปะกิตล้วน -_-“

ให้ความเห็น

ความโง่ของคน IT

วันก่อนเข้าไปอ่านข่าวที่ manager.co.th เรื่องผลวิจัยว่าคนใส่ชุดดำมีแนวโน้มเป็นโรคจิต ก็พอดีกับที่โอ๋เดินกลับบ้านผ่านหน้าร้าน แล้วแวะเข้ามาถามไถ่ “นี่เธอปิดร้านไปหลายวัน ไปเที่ยวไหนมาจ๊ะ”

หลังจากที่เห็นว่าโอ๋ใส่ชุดดำเซ็กซี่ ก็เลยแซวว่า “โอ๋โรคจิต” แล้วก็บอกว่าไปงานแต่งงานเพื่อนที่ชัยภูมิ ด้วยความที่อยากอวดรูปหลานๆ ให้เพื่อนดู ก็รีบเปิด Mozilla browser ขึ้นมา แล้วเข้าไปที่ PrayodWedding เพื่อโชว์รูปที่พึ่ง scan ขึ้นไป

พอ browser เข้าไปตาม URL นั้นแล้ว เราก็ระดมใช้เม้าส์ปุ่มกลางกดตาม links ต่างๆ เพื่อให้ mozilla เปิดรูปขึ้นมาใน tabs … กดไปได้สักสิบรูป นึกขึ้นได้ว่า เออ ในเครื่องเราก็มีนี่หว่า ก็พึ่ง scan แท้ๆ

นึกได้ดังนั้นก็รีบใช้เม้าส์คลิ๊กขวาที่พื้นที่ว่างบน desktop เพื่อเรียก xfce menu ขึ้นมาหา gThumb หา icon เจอแล้วกำลังจะกดเรียก gThumb ขึ้นมา โอ๋ก็เอื้อมมือมาหยิบอัลบั้มรูปตรงหน้าขึ้นมาเปิดดู แล้วถามว่า “จะให้เราดูรูปพวกนี้นะเหรอ”

เราก็เลยเอ๋อไปเลย แถมเจอโอ๋ด่ากลับอีกว่า “หน่อย แกนั่นแหละไอ้โรคจิต” -_-”

อะโด่ ไม่ได้โรคจิตสักหน่อย แต่ว่าโง่ต่างหากเล่าเว้ย :P

Comments (3)

กลับมาแล้วครับ :)

กลับมาถึงร้านเรียบร้อย มีเมลเข้ามาให้อ่านเกือบสี่สิบฉบับ เปิดร้านสิบโมงเช้า กว่าจะจบเมลทั้งหมดก็บ่ายสาม -_-”

====
วันที่ ๑๗ ปิดร้านเร็ว เพื่อกลับบ้านไปจัดกระเป๋า กว่าจะจัดเสร็จเรียบร้อยเกือบตีหนึ่ง ตั้งนาฬิกาปลุกที่โทรศัพท์มือถือไว้เวลาตีห้า พอนอนปุ๊บก็หลับยาวไปเลย เพราะอดหลับอดนอนมาก่อนหน้านี้แล้วสองคืนติดกัน

ตีห้าวันที่ ๑๘ ตื่นมาอาบน้ำ ออกไปกินข้าวขาหมูเจ้าประจำที่ตลาด แล้วเรียกแท็กซี่ไปรออั๋นที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แท็กซี่ก็ช่างดีเหลือเกิน เราอุตส่าห์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าถ้าไม่รู้ทาง จะเรียกคันอื่นไป เพราะกำลังรีบ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าไปถูก สุดท้ายก็พาเราอ้อมซะ แถมยังมีมุกทอนตังค์ไม่ครบเพราะไม่มีเศษอีก แต่การเดินทางไปกับแท็กซี่คันนั้นก็ยังพอมีเรื่องดีเกิดขึ้นบ้าง คือทำให้เราได้รู้จักเพลงของ ไมค์ ภิรมย์พร … “งานแต่งคราใด เป็นได้แค่แขกรับเชิญ … ” อย่างน้อยก็ได้มุกไปเล่นที่ขอนแก่นหนึ่งมุกละวะ

ถึงโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์หกโมงครึ่ง นั่งกินกาแฟรอน้องอ๋อย (งุ้งงิ้ง) กับเจ้าอั๋น ประมาณเจ็ดโมงอั๋นก็มาถึง แทบจะพร้อมๆ กับอ๋อยที่เดินพุงกลมมาแต่ไกล (กำลังท้องน้องคนที่สอง) จากนั้นก็ออกเดินทางกัน

แวะกินข้าวเช้ากันที่สระบุรี (มั๊ง — จำไม่ได้ แหะๆ) อั้นบอกว่าพ้นช่วงรถบรรทุกปูนไปแล้ว จะเปลี่ยนให้เราขับบ้าง เพราะเมื่อคืนอั๋นถูกลูกกวนจนแทบไม่ได้นอน คงจะไปเปลี่ยนกันตอนเข้าห้องน้ำที่ปั๊มหน้า เพราะอั๋นบอกว่าต้องอึตอนแปดโมงทุกวัน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา “จอดคราวหน้าต้องอึจริงๆ แล้ว หวยรัฐบาลยังมีบังคับแตก เดี๋ยวกูต้องบังคับแตกบ้าง” มีครั้งนึงที่งุ้งงิ้งถามอั๋นว่า แล้วนี่ยังไม่ปวดอึเหรอ เราก็ตอบสวนแทนอั๋นว่า ยังไม่ปวดเท่าไหร่มั๊ง ไม่อย่างนั้นมันต้องตดออกมาบ้างแล้ว “อะ นี่กูก็แอบปล่อยตดไปหลายรอบแล้ว” (-_-” มิน่ามันล๊อคประตูหมดทุกบาน)

จอดปั๊ม Jet (เป็นปั๊มเดียวที่อั๋นบอกว่ายอมอึด้วย เพราะไม่ไว้ใจปั๊มอื่นๆ) พอเปลี่ยนคนขับ เราก็ขับไปเรื่อยๆ ประมาณ ๘๐-๙๐ เพราะตั้งแต่ไปแหกโค้งหน้าวิทยาลัยเทคนิคนครพนมมาเมื่อหลายปีก่อน ก็เลิกขับเร็ว และเลิกฝืน คือถ้าง่วงก็จอด ไม่มีการฝืนขับอีกเด็ดขาด (เลิกประมาท) ยิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในรถด้วย ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

ไปถึงบ้านไผ่ตอนบ่ายๆ แวะหานลินี (นะ) ได้เจอหน้าหลานๆ น้องปาล์ม กับน้องป่าน ไปกินตำบักหุ่ง ไก่ย่าง ปลาเผากันแล้วเดินทางไปหาเจี๊ยบกับหมีใหญ่ที่มหาสารคาม นลินีพาน้องปาล์มกับน้องป่าน ไปหาพี่โมจิ กับน้องมายด์ ด้วย

อ้อ ที่บ้านไผ่ บ้านของนลินีเป็นร้านขายยา อั๋นก็ถามหา ไวอาก้า อยู่หลายครั้งบอกว่าต้องการใช้ เลยเจอแซวว่านกเขาไม่ขันหรืออย่างไร

ก่อนเดินทางไปมหาสารคามก็แวะไปรับน้องป่านที่บ้านพักของ นะ กับพี่เอจ เจอหน้าน้องป่านแล้วใครๆ ก็ตกหลุมรัก เพราะเธอยิ้มเก่งมาก ไม่กลัวใครด้วย ใครขออุ้มก็ไปกับเขาหมด ขอให้พาเธอเดินเที่ยวหน่อยละกัน

ถึงมหาสารคาม แวะไปเยี่ยมเพื่อนที่ร้านแครอทก่อน เพราะนึกว่าเจี๊ยบอยู่ที่ร้านถ่ายรูปใกล้ๆ กัน แต่เจี๊ยบไม่อยู่ ไปอยู่ที่ร้านใหญ่แทน ก็เลยพาหลานๆ ไปหาน้าลั้งที่ร้านแครอทแป๊บนึง ก่อนจะเดินทางไปร้าน photo workshop ที่ถนนอีกเส้น

พอไปถึงร้านใหญ่ของเจี๊ยบก็เจอน้องโมจิ ยังไม่ทันเข้าบ้าน น้องโมจิก็พาน้องปาล์มกับเราไปดูปลาหางนกยูงในอ่าง แล้วจึงเข้าไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ และบล็อคไม้ต่อเป็นบ้าน เรากับอั๋นก็ปล่อยสาวๆ อยู่ที่ร้านใหญ่ แล้วเดินทางไปหาหมีใหญ่ที่ร้านตรงขามเรียง เมื่อพบหมีใหญ่แล้วอั๋นก็ได้รู้ความจริงว่าถูกประโยชน์หลอกลวงมาโดยตลอดว่าประโยชน์นั้น “ถึงมหาสารคาม” เรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้อั๋นอิจฉาอยู่เป็นปีๆ

ออกจากขามเรียงกลับไปที่ร้านใหญ่ พวกต่อ สมเจตน์ ก็เริ่มโทรตามตัว เลยบอกสาวๆ ให้ขนของออกจากรถ เพราะอั๋นกับเราจะเข้าขอนแก่นไปเจอเพื่อนๆ อ๋อยถึงกับหน้าจ๋อยเมื่อรู้ว่าจะถูกทิ้งตั้งแต่ตรงนี้เลย

แต่คนที่เจ็บใจอั๋นกับเรามากที่สุดคงเป็นพี่เอจ เพราะพี่เอจนึกว่าจะได้เจอพวกเราก่อน แต่กลับโดนพวกเราทิ้งหนีเข้าขอนแก่น (ก็พี่เอจขับรถเข้ามาจากขอนแก่น … สวนกัน)

หลังจากมื้อเย็นที่เพ้งโภชนา รอท่านเยลกันจนจะทนไม่ไหว ท่านเยลก็โผล่กระบาลเหม่งๆ มาจนได้ จึงไปเทีี่ยวกันต่อ ส่วนน้องหนุ่มที่มาสมทบกินข้าวด้วย เพื่อตกลงเรื่องการเดินทางไปงานแต่งงานประโยชน์วันรุ่งขึ้น ก็ขอแยกตัวกลับไป

ไปคาราโอเกะกันที่ คลีโอ (โซฟีเทล) มีการจ้างให้น้องเต้นให้ดูด้วย พวกเรามารยาทดีกันมากๆ นั่งแข็งกันทุกคน ตอนที่น้องลากตัวออกไปเต้นคู่ด้วย ก็ยืนแข็งกันอย่างเดียว (ผมเป็นนักข่าว ทำหน้าที่สังเกตการณ์อยู่วงนอก ไม่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งสิ้น)

ร้องเพลงเสร็จไปนั่งกินเหล้ากินกับกันต่อที่ ปาร์ตี้เฮ้าส์ ไปตกลงกันว่าจะไปเที่ยวไหนกันอีก ตามประสาผู้ชายหนีเมียมาเที่ยวได้ทั้งทีต้องใช้เวลาให้คุ้ม ส่วนเราเองง่วงมาก เลยกลับไปนอนก่อนตอนตีหนึ่งกว่าๆ (ก็ไม่มีเมีย เลยไม่ได้หนีเมียมาเที่ยว)

====
ประมาณ ๖ โมงเช้าวันที่ ๑๙ ลุกมาเปิดประตูให้เอกที่พึ่งเดินทางมาถึงให้เข้ามาอาบน้ำอาบท่า ส่วนเราเองลงไปนอนต่อ จนสิบโมงตื่นมาอาบน้ำบ้าง แล้วก็เริ่มไล่ปลุกทีละคน … ห้อง ต่อ เจตน์ เยล เป็นห้องที่ลุกช้าที่สุด จนต้องเข้าไปจับสมเจตน์แก้ผ้า และขู่ว่าจะให้พี่เอจขึ้นมาจัดการ ถึงได้ลุกมาอาบน้ำ แต่พวกเราก็ไม่รอแล้ว ไปที่ร้านแหนมเนืองสั่งอาหารมารอแทน

พออาหารถูกยกออกมา เจตน์กับเยลก็เดินทางมาถึงพอดี เลยครบองค์ กินแหนมเนืองเสร็จ เจตน์ ต่อ เยล แยกกลับไปนอนที่โรงแรม ส่วน อั๋น เอก อ๋อย และเราเดินทางเข้ามอ กลับไปเยี่ยมชมรม ไปแข่งยิงปืนกัน .. จากการที่ห่างหายไปเป็นสิบปี ไม่มีใครสามารถคุมปืนให้อยู่นิ่งได้เลยแม้แต่คนเดียว ตั้งใจจะแข่งกันสิบนัด แต่พอยิงไปแป๊บนึง ก็ลดลงมาเหลือห้านัดพอ สรุปคะแนนการแข่งขัน อ๋อย ๓๙, เอก ๓๔, เรา ๓๐, อั๋น ๒๕ อ้อ แข่งกันด้วยปืนสั้นอัดลม

ออกจากชมรมก็ไปชมความเจริญโดยรอบมหาวิทยาลัย มีการขับรถชมหอพักหญิงและรำลึกความหลังกันด้วย

กลับเข้าโรงแรมสามโมงกว่า งีบกันคนละหน่อย แล้วลุกมาอาบน้ำ เดินทางไปรับน้องหนุ่มที่ขอนแก่นแหอวน แล้วตรงไปงานประโยชน์เลย เที่ยวไปเราขับ เพราะอั๋นจะขับขากลับให้

ไปถึงงานเจอเพื่อนๆ หลายคนมาถึงก่อนแล้ว มี ฝันมากับพี่ตี๋ (และน้องเฮี้ยงด้วย แต่มาเจอตอนจะกลับ) หมีใหญ่มากับเจี๊ยบและน้องโมจิ ชงมากับจูน น้องนัท และน้องครีม (ขี้อาย) ส่วนหมีเล็กเดินทางมาคนเดียว แต่จะไปนอนขอนแก่นด้วยกันก่อนคืนนึง (จะได้อยู่เที่ยวกับเพื่อนๆ)

น้องโมจิน่ารักมาก หน้าเป็นตลอด เธอไม่อยู่เฉยเลย ไม่ยอมให้ถ่ายรูปดีๆ ด้วย ต้องแอบถ่ายตลอด จนหมีใหญ่บอกว่า “เก็บตังค์มันเลยลูก สิบห้าบาท บอกโปรโมชั่นลดราคาแล้ว”

ในงานมีการล็อบบี้ชงกับหมีใหญ่ให้อยู่เที่ยวขอนแก่นกันก่อน แต่ละคนก็ยกเหตุผลนานาขึ้นมาอ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ ฝันก็ไม่ยอมปล่อยพี่ตี๋มากับพวกเราเหมือนกัน .. สงสัยว่าจะกลัวพี่เขาเสียคน (แหะๆ)

ระหว่างทางกลับ อั๋นแวะจอดดูหางเครื่อง นุ่งกางเกงรัดรูปสีเขียวๆ สะท้อนแสง เต็มเวทีไปหมด ที่ข้างทาง เพราะลุ้นว่าจะมีการถอดโชว์เหมือนที่เคยเจอ แต่ก็ต้องผิดหวัง

กลับถึงขอนแก่น ส่งน้องหนุ่ม เข้าโรงแรม เปลี่ยนชุด ไปกินต้มเส้นแล้วไป 172 Club กินเหล้าแล้วไปตีสนุ๊กกันต่ออีก จนตีสามกว่า เจตน์เห็นเรากับหมีเล็กนั่งหลับรอ เลยกลับมาส่งที่โรงแรม แล้วถือโอกาสนอนอีกคน

เหลือ อั๋น เอก ต่อ เยล ยังคงดวลผีลายกันต่อไป

ช่วงเวลาจากตอนนี้จนถึงเช้า มีเหตุการณ์อะไรอีกนิดหน่อย แต่คงเล่าไม่ได้ เพราะไม่อยากให้อั๋นเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ;) ฮ่า ฮ่า ฮ่า … รู้แต่ว่า ถึงเวลาปลดระวางอั๋นออกจากตำแหน่งศูนย์หน้า เพราะว่าตีนบอด ยิงไม่เข้าประตูสักครั้ง พร้อมกับแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้พร้อม ให้เป็น “พ่อพระ” ผู้เปี่ยมเมตตาแทน … ฮ่า ฮ่า ฮ่า …

====
วันที่ ๒๐ เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมตอนสิบเอ็ดโมง ไปกินไก่ย่างเขาสวนกวางกันที่ปั๊ม ปตท. พี่เอจตามมาตอนกินกันเสร็จหมดแล้ว แกก็บ่นว่าทิ้งแกอีกแล้ว เป็นรอบสอง

ย้อนกลับเข้าไปในเมืองขอนแก่นเพื่อซื้อของฝาก ก็แยกย้ายกับพี่เอจ เจตน์ ต่อ เยล ที่ตรงนี้ ส่วนหมีเล็ก ไปแยกกันที่ร้านเจ๊รัช

ออกเดินทางจากขอนแก่นประมาณบ่ายสาม สลับกันขับกับอั๋นมาเรื่อยๆ ประโยชน์โทรมาหาอั๋นตอนสี่โมงเย็น บอกว่าพึ่งตื่น !!! เลยเจอเพื่อนๆ แซวกันว่า อย่าหักโหมให้มากนัก เดี๋ยวจะบักโกรก …

แวะกินข้าวที่โคราช แล้วเดินทางกันต่อถึงกรุงเทพฯ สามทุ่มกว่า

อาบน้ำอาบท่าแล้วนอนยาวต้ังแต่ยังไม่เที่ยงคืน

====
วันนี้ ถ้าแฟนสาวสุดที่รักไม่โทรมาปลุกก็สงสัยว่ายังคงสลบไสลไม่มาทำงาน :D

เปิดร้านแต่เช้า แล้วเช็คเมล มีเข้ามาประมาณสี่สิบฉบับ เช็คเมลเสร็จตอนบ่ายสาม -_-” แล้วก็เริ่มพิมพ์ blog นี้ (ตอนนี้หกโมงครึ่ง) ยังไม่ได้ scan รูปที่ไปเที่ยวคราวนี้เลย

====
บทสรุป หลานๆ น่ารักมาก กลับมาถึงร้านไม่ทันไร ต้องส่ง sms ไปบอกเพื่อนๆ ว่าคิดถึงหลานๆ เรียบร้อยแล้ว … อยากเจอหน้าหลานๆ บ่อยๆ จริง :)

รูปที่ถ่ายมา ส่วนใหญ่มีแต่รูปหลานๆ จนเพื่อนแซวว่าไม่มีลูกเป็นของตัวเอง เที่ยวแอบถ่ายรูปลูกชาวบ้านเขา

นอกจากมีการปลดระวาง และแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้อั๋นแล้ว ต่อ ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์หน้าคนต่อไป

ส่วนข้าพเจ้า ผู้บันทึก ได้รับเกียรติจากเพื่อนๆ ให้เป็นตัวอันตราย เพราะสามารถจดจำข้อมูล รายละเอียดในเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อหลายปีก่อน แล้วนำมาเผาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จนทุกคนกลัว

เอก เที่ยวนี้ดูจะซวยที่สุด เพราะจะถูกงอน ถูกเข้าใจผิดบ่อยๆ (ก็บอกแล้วว่าให้เก็บเมียไว้ที่บ้าน)

ไป scan รูปก่อนดีกว่า ต้องส่งให้เพื่อนๆ หลายคน (จ๊าก จะทุ่มนึงแล้วเรอะ)

Comments (5)

ลาพักร้อนสามวันครับ :)

เย้ จะไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่ชัยภูมิ กลับมาเปิดร้านวันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๘ ครับ ไม่รู้ว่าจะได้ใช้เน็ตหรือเปล่า (กลัวเร็วไม่ทันใจอะ)

(สงสัยว่าจะเป็นโรคเสพติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง) :D

ให้ความเห็น

Only after …

Only after the last tree has been cut down,
Only after the last river has been poisoned,
Only after the last fish has been caught,
Only then you will find that money cannot be eaten.

— Cree Indian Prophecy —

วันนี้นึกคึก หยิบสมุดบันทึกสมัยไปเรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์ขึ้นมาเปิดดูเล่นๆ เจอกลอนบทนี้อยู่ที่ด้านในปกหลังของสมุดบันทึกเล่มแรก ดูกี่ที อ่านกี่ที ก็ยังคงชอบ เลยเอามาโพสแบ่งปันกันให้อ่านนะ :)

ให้ความเห็น

kdictthai (กระดิกไทย)

วันก่อนว่าจะโพสวิธีเพิ่มรอยหยักในสมองให้น้อง สมิหลา โดยการใส่ kdictthai เข้าไป แต่ลืม วันนี้เลยมาโพสต่อ :)

ใน LinuxTLE 5.5 Samila นั้น มีโปรแกรมแปลศัพท์ Eng ไทย มาให้แล้ว ชื่อ LeXitron แต่ผมกลับชอบ กระดิกไทย (kdictthai) ของคุณโด่งอะ มากกว่า เพราะ ๑. มันมีคำอ่านให้ และ ๒. สามารถแปลคำว่า linux ได้ :D แต่ข้อด้อยของกระดิกไทยที่แพ้ LeXitron ก็คือ แปลได้แค่ Eng -> ไทย เท่านั้น ไม่สามารถพิมพ์คำไทยเพื่อให้แปลเป็นคำอังกฤษได้

ขั้นตอนแรกในการติดตั้ง kdictthai ให้ Samila ต้องไปดาวน์โหลดไฟล์สองไฟล์ คือ
๑. ftp://ftp.opentle.org/pub/linux-tle/5.5/i386/TLE/RPMS.main/compat-db-4.0.14-2.i386.rpm และ
๒. ftp://ftp.opentle.org/pub/linux-tle/5.0/i386/TLE/RPMS.main/kdictthai-0.0.1beta2-1_1tle.i386.rpm

เมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว ก็ติดตั้งและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงฐานข้อมูล ด้วยคำสั่งดังนี้
# rpm -ivh compat-db-4.0.14-2.i386.rpm
# rpm -ivh kdictthai-0.0.1beta2-1_1tle.i386.rpm
# chmod ugo+rwx -R /usr/share/apps/kdictthai/dict_data

เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเรียกใช้งาน kdictthai แล้วแหละครับ ;)

ให้ความเห็น

Older Posts »
%d bloggers like this: