Archive for มิถุนายน, 2004

จงเป็นน้ำเน่าที่ไหล

สมัยเรียนอยู่ปีสุดท้ายในชั้นมัธยมต้น ผมและเพื่อนๆ เฮี้ยวกันสุดๆ อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อยู่มานานมาก คือบางคนเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ยันมัธยมสาม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน (ส่วนตัวผมเองเรียนอยู่ที่นั่นตั้งแต่ชั้นประถมสอง) ทำให้พวกเราไม่ค่อยกลัวอะไร คงเหมือนพวกสมภารแก่วัด เพราะว่ารู้จักคุณครูทุกท่าน โดนตีโดนทำโทษกันทุกวัน แต่ก็ไม่เคยลดดีกรีความซ่าลงกันเลย เพราะการถูกทำโทษกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว

ที่โรงเรียนพวกเราเรียกคุณครูผู้ชายว่ามาสเซอร์เพราะเป็นโรงเรียนคริสต์ ส่วนคุณครูผู้หญิงเราเรียกว่าคุณครูตามปกติ และพวกเรามีคุณครูที่นับถือมากๆ อยู่หลายท่าน หนึ่งในนั้นได้แก่ มาสเซอร์ธานี ธีระนันท์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอัสนี)

หลายต่อหลายครั้งที่พวกเราแหกกฎ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่ถ้าคุณครูที่พวกเรานับถือมาก เอ่ยปากเตือนหรือขอร้องให้เลิก เราก็จะทำตามกันอย่างเต็มใจโดยไม่มีข้อแม้

ชีวิต ม.๓ ดำเนินมาอย่างมีรสชาติตามประสาวัยคะนอง จนถึงวันสุดท้ายของการเรียน ส่วนใหญ่ชั่วโมงสุดท้ายของแต่ละวิชาก็จะมีการติวเข้ม และเก็งข้อสอบ แต่ชั่วโมงสุดท้ายของวิชาสังคมศึกษา ที่มาสเซอร์ธานี เป็นผู้รับผิดชอบอยู่ มาสเซอร์ไม่ได้สอนอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชา ไม่มีการเก็งข้อสอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มาสเซอร์สอนนั้น ได้เปลี่ยนชีวิตของผมอย่างสุดขั้วเลยทีเดียว

มาสเซอร์สอนว่า “มาสเซอร์ขอให้พวกเอ็งจงเป็นน้ำเน่าที่ไหล อย่าเป็นน้ำใสที่นิ่ง เพราะน้ำเน่าที่ไหลไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นน้ำใส หรือน้ำดีได้ แต่น้ำใสที่อยู่นิ่งๆ นั้นก็จะกลายเป็นน้ำเน่าไปในที่สุด เปรียบเสมือนกับคน หากเรารู้ตัวว่าเรายังเป็นคนที่มีข้อบกพร่องอยู่ แต่เราพยายามปรับปรุงตัวเราตลอดเวลา ก็จะเหมือนกับน้ำเน่าที่ไหล ซึ่งก็จะกลายเป็นน้ำใสได้ในวันหนึ่ง แต่หากเราคิดว่าตัวเราดีอยู่แล้วและไม่มีการปรับปรุงพัฒนาตัวเองเลย ก็จะเหมือนกับน้ำใสที่นิ่งอยู่ และจะกลายเป็นน้ำเน่าได้”

ผมจำคำสอนนั้นได้เป็นอย่างดี และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแทบจะทั้งหมดเมื่อเข้าไปเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่ ผมตั้งใจเรียนมากขึ้น เกเรน้อยลง และแทบจะไม่มีปัญหากับทางโรงเรียนเลย ซ้ำยังช่วยเหลือกิจกรรมของโรงเรียนแทบจะทุกอย่างที่โอกาสและกำลังความสามารถของผมจะอำนวย

หลายต่อหลายครั้งที่ผมท้อใจกับเรื่องราวในชีวิต และได้นึกถึงคำสอนของมาสเซอร์ขึ้นมา ก็จะเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง …

ตอนนี้น้ำเน่าหยดนี้ยังไม่ใสดีนัก แต่มันยังคงพยายามที่จะไหลเพื่อพัฒนาตัวของมันต่อไป โดยหวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นน้ำใสกับเขาได้บ้างเหมือนกัน

ผมหวังว่าทุกท่านกำลังเป็นน้ำใสที่ไหลแรงกันอยู่นะครับ :)

Comments (6)

แบบว่าอารมณ์ต่อเนื่อง .. ประโยคเด็ดจาก irc

๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗ (๑๘.๕๗ น.)
ถ้าคิดว่าทำได้ คุณหาข้ออ้างมาสนับสนุนตัวคุณเองว่าทำได้
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ คุณหาข้ออ้างมาสนับสนุนตัวคุณเองว่าทำไม่ได้

[พี่ nUm : CoolNetClub]

ให้ความเห็น

จะโพสอะไรดี วันนี้ไม่มีเรื่องบ่น

นั่งพิมพ์ๆ ลบๆ อยู่นานแล้ว เหมือนๆ ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการเล่าออกมาอย่างไร อืม อาจจะเป็นเพราะนอนน้อยมั๊ง สมองมันเลยอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

เมื่อวานหลังจากปิดร้านแล้วก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถเข้า xwindow เครื่องที่พึ่งทำการ apt-get install gtk2 ได้ เลยพยายามหาทางแก้อยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า ลงใหม่เลยก็แล้วกัน พอลงเสร็จก็ลอง apt-get install gtk2 ใหม่ (แบบว่าไม่เข็ด) แต่ทีนี้ลอง upgrade อีกหลายอย่าง ก็เข้าได้แต่ gnome เข้า kde ไม่ได้ เลยตัดสินใจว่า ลงใหม่อีกทีก็ได้(วะ) ขณะที่กำลังรอติดตั้ง packages อยู่ ก็เพลียเลยฟุบหลับไปที่หน้าเครื่อง

ตื่นมาพร้อมกับอาการท้องอืด และได้เวลาบอลพักครึ่งเวลาพอดี เลยรีบๆ เข้าไปดูผลบอล และลุ้นบอลผ่านวิทยุทางอินเตอร์เน็ตก่อน พอบอลจบก็ได้เฮ เพราะเชกชนะเดนมาร์ก ๓ : ๐ เข้ารอบรองชนะเลิศต่อไป

จากนั้นก็ลอง install NVIDIA_GLX และ apt-get install gtk2 (อีกแล้ว) ก็เข้า x ไม่ได้อีกเหมือนเดิม … เลยจำเป็นต้องลงใหม่อีกรอบ เพราะไม่อย่างนั้นเช้ามาจะไม่มีเครื่องให้ใช้

หลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาตอนเช้า (เชื่อผมไหมว่าวันนี้ตื่นเช้า) ก็มานั่งปรับแต่งค่าต่างๆ ต่อ ก่อนกลับบ้านก็สั่งให้มัน updatedb ซะ

คืนนี้มีโครงการจะลงใหม่อีก แต่เป็นคนละพาร์ทิชั่น เพื่อเตรียมตัวทดสอบอ่าวไทยต่อไป

ว่าแต่จะรอดไหมนี่ เพราะตอนกลางวันก็ไม่ได้นอน … อาจจะเป็นเหมือนเช้าวันนี้ คือตื่นมาแล้วต้องนั่งนึกว่าก่อนหลับไป กำลังทำอะไรค้างอยู่ เอาใจช่วยผมด้วยแล้วก็แล้วกันนะครับ :)

ให้ความเห็น

ถ้อยคำที่จำเขามา

จากรายการกรีนเวฟ (ตั้งแต่สมัยที่มีวิทยุอยู่ที่ร้าน แล้วรับได้อยู่คลื่นเดียว) ฟังแล้วประโยคไหนโดนก็รีบบันทึกไว้ หรือไม่ก็ย้อนมาบันทึกเท่าที่จำได้ … ตอนหลังไม่มีวิทยุแล้ว เลยเก็บมาฝากได้เพียงเท่านี้

(จำวันที่ไม่ได้)
“ความสุข อยู่ระหว่างคำว่า
น้อยเกินไป กับมากเกินไป”

(จำวันที่ไม่ได้)
“คนเราเสียใจเพราะผิดหวัง เราผิดหวังเพราะว่าผิดคาด
แต่บางทีอาจจะไม่ใช่การผิดคาด แต่เป็นเราเองต่างหากที่คาดผิด”

๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๕
“คนแพ้จะเห็นปัญหาทุกครั้งที่มีโอกาส
ส่วนคนชนะจะเห็นโอกาสทุกครั้งที่มีปัญหา”

๓ มกราคม ๒๕๔๖
“ชีวิตการแต่งงานที่ดี คือชีวิตที่เราไม่ได้คาดหวังว่า
ชีวิตหลังการแต่งงานจะต้องสมบูรณ์แบบ”

๑๓ มกราคม ๒๕๔๖
“เวลาที่ฉันรักเธอ ฉันรักเธอมากกว่าเมื่อวานนี้
แต่… น้อยกว่าวันพรุ่งนี้…”

๒๘ มกราคม ๒๕๔๖
“คนเราสามารถที่จะรักใครได้มากกว่าหนึ่ง
แต่จะมีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่เราจะรักได้จนตลอดชีวิต”

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
“ความห่างไกลช่วยคัดคนโลเลออกจากชีวิตเรา
และจะช่วยเก็บคนที่จริงใจกับเราไว้ให้”

Comments (2)

วันนี้ได้ดู Kill Bill Vol.1 แล้ว

น้องเอก น้องที่ทำร้านเกมส์อยู่ใกล้ๆ กัน เอา DVD เรื่อง Kill Bill Vol.1 มาให้ยืมดู ช่วงเช้าถึงบ่ายวันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า เลยเปิดดูซะเลย ดูไปก็กินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างและน้ำชาดำเย็นไปด้วย เลยดูไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่ เพราะบางฉากก็ต้องหยุดไว้เพื่อไปกินอาหารก่อน เพราะกลัวว่าจะกินไม่ลง เนื่องจากเลือดสาดท่วมจอเหลือเกิน

แต่ก็ต้องชมผู้กำกับที่เข้าใจใช้เทคนิคซ่อนเลือดในบางฉาก อย่างเช่นช่วงที่ต้องเลือดพุ่งกระฉูดอย่างมโหฬารในร้านอาหาร เขาก็ทำให้มันเป็นภาพขาวดำซะ และตอนที่นางเอกกระพริบตากลับมาเป็นภาพสีแล้ว แต่ก็มีคนไปดับไฟอีก เราเลยไม่ได้เห็นน้ำเลือดสีแดงสาดกระจายมากมายจนเกินไปนัก

พูดถึงหนังที่ผมคิดว่ามุมกล้อง หรือเทคนิคถ่ายทำเท่ดีก็มีเรื่อง TORQUE อีกเรื่องหนึ่ง ผมชอบตั้งแต่ตอนที่เขาเผยโฉมหน้าพระเอกครั้งแรกผ่านทางเงาสะท้อนบนหน้าปัทม์นาฬิกาข้อมือ ช่างเข้าใจคิดกันจริงๆ

====
สองวันมานี้นั่งเล่นลูกบิด (rubik – สะกดอย่างนี้หรือเปล่าหว่า) แทบทั้งวัน เมื่อวานทำได้หนึ่งหน้ากับสองแถวเป็นครั้งแรกในชีวิต … วันนี้ทำได้อีกสองครั้ง แต่ยังไงก็ยังไม่เคยทำได้ครบทั้งหกหน้าเลย (นอกจากจะเอาไขควงแงะแล้วค่อยประกอบมันกลับเข้าไปใหม่)

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเซลล์สมองเริ่มสร้างรอยหยักมากขึ้นหรือเปล่าจึงทำให้รู้สึกมึนหัวตึ๊บๆ ขนาดนี้ อาจจะต้องหยุดเล่นสักระยะ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะฉลาดเกินไป … (ปวดกะบาลจัง)

ให้ความเห็น

มุมที่ต่างมอง

บางครั้งมุมที่เรามองอยู่เป็นประจำทำให้กลายมาเป็นความรู้สึก เป็นทัศนคติ และเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินเหตุการณ์บางเหตุการณ์โดยลืมนึกถึง มุมของคนอื่น ความรู้สึกของคนอื่น ทัศนคคิของคนอื่น และบรรทัดฐานของคนอื่นๆ

บางทีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแม้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเรา ก็ทำให้เราเกิดมุมมองต่อเหตุการณ์นั้นในรูปแบบเฉพาะของตัวเองได้เช่นกัน

ผมกำลังเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดจากการมีมุมมองที่แตกต่างกัน แม้มันจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความห่วงใย ความหวังดีที่มีให้อย่างเต็มเปี่ยม แต่มันเป็นสิ่งที่ผมมีทัศนคติไปอีกทางหนึ่ง กลายเป็นว่าความห่วงใยและความหวังดีนั้น แทงทิ่มตรงเข้ามายังจุดอ่อนที่ผมไม่ต้องการจะยอมรับ

เมื่อยหน้าอกอีกแล้้ว … รู้สึกเหนื่อยจัง

Comments (2)

โลกที่อยากเห็นและให้เป็นไป …

ผมอยากเห็นโลกที่มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน โลกที่ไม่มีการจี้ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ฯลฯ

อยากให้เราสามารถเดินอยู่บนโลกใบนี้ในยามค่ำคืนได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องเป็นทุกข์กังวลใดๆ ว่าคนที่เรารักจะได้รับอันตรายจากผู้ไม่พึงประสงค์หรือไม่

โลกคงน่าอยู่ขึ้นกว่านี้อีกมาก หากเราสามารถไว้ใจคนรอบข้างได้ทุกคนไม่ว่าเราจะรู้จักเขาหรือไม่ก็ตาม

อีกนานแค่ไหนหนอโลกนี้จึงจะสามารถเป็นอย่างที่หวังได้ …

ให้ความเห็น

Older Posts »
%d bloggers like this: