Archive for ธันวาคม, 2006

Ged Maybury

สมัยที่ผมเรียน Main Course อยู่ที่ New Zealand ผมนั่งติดกับเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ Ged Maybury ซึ่งเป็นนักเขียน เราสองคนสนิทกันมาก

ตอนที่ไปฝึกงานกันที่ Queenstown เราก็พักอยู่ด้วยกันแบบจนๆ ตอนที่ขำและจำได้แม่นที่สุด ก็คือตอนที่เราพยายามเอาเส้นสปาเกตตี้ลงไปต้มในกาน้ำร้อน แล้วปรากฏว่ากินกันไม่ได้ เพราะเส้นมันอืดสุดๆ แล้วไปพันอยู่กับแกนข้างในกาอีกต่างหาก ฮามากๆ :D

ผมคิดเสมอว่าหากเพื่อนผมมี web site ของเขาเอง ก็จะหาทาง link ไปถึง … และคริสต์มาสนี้เองเขาบอกผมว่า เขามีเว็บแล้ว ;)

http://au.geocities.com/gedmaybury/

ตอนที่ต้องลาจากกัน เขาเชิญผมไปทานอาหารที่บ้าน และให้หนังสือผมมาเล่มหนึ่งด้วย … แต่ยังอ่านไม่จบเล่มสักที .. แหะๆ

ทุกวันนี้เพื่อนผมย้ายครอบครัวไปอยู่ออสเตรเลียแล้ว หวังว่าชีวิตเขาจะรุ่งเรืองกว่าเดิม :)

I wish you good luck, my friend :)

/updated link December 5, 2007

Comments (2)

หมอ

เมื่อวาน ที่ออฟฟิศบางรัก น้องอรบอกว่ารู้สึกเหมือนมีไข้ พี่หน่อยมียาอะไรบ้างไหม จึงแนะนำให้กินพาราเซตตามอล ปริมาณตามน้ำหนักตัว (น้องอรบอกว่า อย่างนี้กินเม็ดเดียวพอ แต่ผมยืนยันให้เธอกินสองเม็ด)

เช้านี้น้องอรมาทำงาน จึงถามไถ่ ได้ความว่าเธอกลับบ้านไปกินยาอีกสองครั้ง ครั้งละสองเม็ด ทุกสี่ชั่วโมง วันนี้มีอาการดีขึ้นมาก

ตอนสายๆ ได้ยินคุณแต้วบ่นว่าเป็นร้อนในอีกแล้ว เลยเอาจับเลี้ยงชนิดผงมาให้คุณแต้วชงดื่มสี่สอง บอกให้ชงครั้งละสองซองในแก้วเดียว แล้วให้ดื่มทั้งวันจนครบทั้งสี่ซอง

จากนั้นก็มีการแซวกันว่าพี่หน่อยเป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แถมเป็นทั้งหมอแผนปัจจุบัน และหมอแผนจีน

ตอนกลางคืน ไปดูหนังเรื่องนักรบคู่มังกร Eragon (ลูกมังกรน่ารักมากๆ เดี๋ยวคงทำเป็นตุ๊กตาออกมาขาย) ได้วิธีรักษาคนป่วยมาอีกอย่างนึง …

ต่อไปนี้ถ้าใครป่วยอีก พี่หน่อยก็จะร่ายมนต์ว่า .. “เวอีส ฮีล”

พี่หน่อยก็จะเป็นทั้งหมอแผนปัจจุบัน หมอแผนจีน และหมอผีไปในตัว :D

/me แล้วจะกลายเป็นหมอผีทะเลไปในที่สุดหรือเปล่านะ :P

Comments (6)

ป่าตอง

ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง :)

http://www.opentle.org/th/node/4270

TLE8-BETA-RELEASE
ลินุกซ์ทะเล 8.0 (รุ่นทดสอบ)

รักกันจริง กดลิงค์ไปอ่านกันเล๊ย :D

Comments (4)

A blue car

A blue car หน้าโรงพยาบาลจุฬา

1010342

1010343

Comments (1)

ละเมอ

ร่างกายผมมีวิธีระบายความเครียดออกทางความฝัน และด้วยการละเมอ

ผมเคยละเมอพูด (เป็นภาษาไทย และบางครั้งเป็นภาษาอังกฤษ) และละเมอหัวเราะมาหลายครั้งแล้ว ที่ผมรู้ว่าผมละเมอพูด หัวเราะ ก็เพราะผมทำสิ่งเหล่านั้น จนกระทั่งตื่นขึ้นมาแล้วยังคงทำอาการนั้นๆ ต่อไปอีกสักพักจนรู้ตัวตื่นเต็มที่

แต่เมื่อคืนนี้ ผมละเมอต่างออกไป …

ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ผมได้ยินเสียงแมวร้องอยู่นอกหน้าต่าง แต่ไม่รู้ว่ามันร้องอยู่ตรงไหน มันร้องตั้งแต่หัวค่ำ และร้องแทบทั้งคืน มีบางครั้งที่รู้สึกรำคาญบ้าง แต่พอมีสติก็คิดว่า มันเป็นเสียงธรรมชาติ เราไม่ต้องเอาจิตไปจับมัน มันก็ไม่รบกวนจิตใจเรา

ตอนเข้านอนทุกคืน ผมจะกำหนดสติไว้ที่ท้องพองยุบ จนกระทั่งหลับไป เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น และรู้ตัวตื่นเต็มที่เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก

ห้องที่ผมนอนมีผนังเป็นปูนสามด้าน อีกด้านที่เหลือเป็นไม้อัดกั้นระหว่างห้องคุณพ่อกับห้องผม หัวนอนทางทิศใต้มีหน้าต่างบานเลื่อนพร้อมมุ้งลวด ซึ่งผมจะเปิดหน้าต่างไว้หนึ่งบานเสมอ (ยกเว้นคืนที่ฝนตก ต้องตื่นมาปิดหน้าต่าง เพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้ามา) และถัดจากหน้าต่างบานที่ผมเปิดก็จะเป็นหน้าต่างของบ้านติดกัน

กลางดึกที่ผ่านมา ผมตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงตวาดดัง “เฮ้ย” ก้องสะท้อนอยู่ในห้องนอน พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นสภาพว่าผมไม่ได้นอนราบอยู่กับพื้น แต่เอี้ยวตัวด้านซ้ายขึ้นมาโดยมีท่อนแขนขวาดันพื้นพยุงตัวไว้ หันหน้าออกไปทางหน้าต่างบานที่เปิดอยู่ แล้วเสียงที่ได้ยินก็คือเสียงผมเองชัดๆ

กำลังเรียกสติ ลำดับเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงแมวร้อง แต่เป็นเสียงที่ค่อยและสั้นกว่าเดิม แล้วก็ได้ยินเสียงน้องข้างบ้านพูดว่า “นังปีโป้ เข้าบ้านเร็ว”

/me คืนนี้ได้ยินเสียงนังปีโป้ร้องอยู่สองสามแง๊ว แล้วก็เงียบหายไป คาดว่าคงจะเงียบไปอีกหลายคืน :D

Comments (4)

Tired

ช่วงนี้รู้สึกเพลียๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการเพลียสะสมจากการที่ต้องตื่นเช้าติดต่อกันหลายวันหรือเปล่า

อาการที่ว่าจะเริ่มช่วงเย็น คือจะรู้สึกหมดแรง อยากนั่งพัก (และคิดว่าถ้าได้นอนเลยยิ่งดี) แฟนผมบอกว่าอาจจะเป็นอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า “ไฮโปฯ” (จำชื่อยาวๆ ไม่ได้) มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผมมีอาการ “ไฮเปอร์ฯ” ก่อน (คือรู้สึกสนุกสนาน เล่นซุกซน ส่งเสียงดัง ฯลฯ)

จากนั้นพอสี่ทุ่มกว่าๆ ปุ๊บ มันง่วงจะหลับเสียให้ได้ … เมื่อตอนที่ไปกินติ่มซำกันล่าสุด ชาครีย์ก็ถามผมเหมือนกันว่าทำไมขอบตาคล้ำๆ ดำๆ เหมือนหมีแพนด้า ผมก็บอกว่าวันก่อนผมนอนทั้งวัน (ซึ่งไม่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้ขอบตาดำ)

คืนก่อน เข้านอนตอนเกือบจะห้าทุ่มเล็กน้อย แล้วตื่นขึ้นมาเองตอนตีห้าตรงแหน่ว จากนั้นก็นอนไม่หลับอีก จนกระทั่งได้เวลาไปทำงาน

เมื่อวานออกไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านกินลมชมสะพาน กลับมาถึงบ้านสามทุ่มกว่า ปรากฏว่ายังไม่ทันจะห้าทุ่ม ผมก็หลับยาว มาตื่นตอนที่นาฬิกาปลุกตีห้าครึ่งเช้านี้ (แถมยังไม่อยากจะลุกอีกต่างหาก)

ตอนกลางวันเข้าห้องน้ำแล้วมองเห็นขอบตาล่างคล้ำๆ ดำๆ ทั้งสองข้าง ก็แปลกใจว่าเรานอนไปประมาณเจ็ดชั่วโมง แล้วทำไมขอบตาคล้ำ ??

เคยอ่านหนังสือเรื่อง “ภารกิจเลือด” มีตอนหนึ่งบรรยายอาการของคนเป็นโรคหัวใจ และพักผ่อนไม่พอว่าขอบตาคล้ำ

นี่ถ้าผมเป็นโรคหัวใจจริง คงต้องไปบ่นคนที่เอาหัวใจเราไปดูแลซะแล้ว เพราะว่าหัวใจของผมน่ะ “… ฝากให้เธอเลี้ยงดู ให้อยู่กะเธอแล้วกัน …” :D

/me แต่ “เธอ” บอกว่า นี่แหละเป็นอาการของคนแก่ชัดๆ -_-“

Comments (2)

Rejected

วันนี้ผมถูกปฏิเสธ …

ที่จริงผมตั้งใจจะไปบริจาคโลหิตตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม เพราะนอกจากจะเป็นวันพ่อแล้ว ยังเป็นวันที่มีคนนำอาหาร และขนมหวานมาเลี้ยงอย่างคับคั่ง :D (แฟนผมเรียกอาการนี้ว่า “เห็นแก่กิน”)

แต่เนื่องจากวันก่อนที่ไปกินติ่มซำกับเพื่อนๆ แบบอิ่มมากๆ อีกทั้งก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ถ่ายมาหลายวัน ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านหลังการกินติ่มซำแล้ว ผมก็ถ่ายพรวด ถ่ายพรวดข้ามมาจนถึงเมื่อวานนี้ จึงไม่ได้ไปบริจาคโลหิต (แฟนผมเรียกอาการนี้ว่า “สมน้ำหน้า”)

เช้านี้มีงานเข้ามาไม่เยอะ แต่ผมยุ่งมาก ต้องโทรศัพท์ติดต่อเรื่องโน้น เรื่องนี้ตลอดทั้งเช้า จากนั้นก็ถึงคราวที่ต้องนั่งคอยอีเมลในช่วงบ่าย จึงตัดสินใจว่า ไปบริจาคโลหิตดีกว่า แล้วค่อยกลับมาเช็คอีเมลที่บ้านตอนเย็น

ก่อนจะไปสภากาชาด ผมก็ไปทำธุระเรื่องโอนเงินทางธนาคาร ให้คนโน้น องค์กรนี้ อีกทั้งจ่ายหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็กินเวลาไปจนถึงตอนบ่าย

กว่าจะฝ่าการจราจรติดขัดไปถึงโรงพยาบาลจุฬา ก็เกือบบ่ายสอง อากาศก็ร้อน แล้วยังต้องเดินต่อไปสภากาชาดที่แยกอังรีดูนัง ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อย

เมื่อไปถึงสภากาชาด ก็ต้องกรอกแบบฟอร์มบริจาคโลหิต พอกรอกมาถึงข้อ ๖. เขาถามว่า มีอาการท้องเสียหรือท้องร่วงในช่วง ๗ วันที่ผ่านมาหรือไม่ … ผมกะจะตอบว่า “ไม่” เพราะคิดว่าไอ้ที่เราเป็นเมื่อวานซืนต่อมาจนถึงเมื่อวาน มันเป็นอาการของคนตะกละมากกว่า แต่ไม่อยากโกหก จึงตอบว่า “ใช่” คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า อาการขี้แตกของผมมันเกิดจากการกินมากเกินไป

กรอกแบบฟอร์มเสร็จแล้ว ก็ไปดื่มน้ำ ช่วยให้หายเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็มานั่งตากแอร์เย็นๆ รอเขาเรียกคิว หมายเลขที่ผมได้คือ ๔๗๑ แต่คิวที่เขากำลังเรียกอยู่ขณะนั้น คือ สี่ร้อยสิบกว่าๆ … จากนั้นผมก็นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งรอ จากนั้นก็ฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงพกพา จากนั้นก็ยังคงเคี้ยวหมากฝรั่งแจ๊บๆ นั่งตากแอร์เย็นๆ แล้วในที่สุดผมก็นั่งหลับอ้าปากหวอ …

มาสะดุ้งตกใจตื่น ตอนที่เขาเรียกคิวสี่ร้อยสี่สิบกว่าๆ (อายผู้คนฉิบฯ เพราะตำแหน่งที่ผมนั่งคือด้านหน้าสุด หันไปทางกลุ่มคนมหาศาลที่รอเรียกคิวอยู่อีกฟากหนึ่ง) ตอนนี้ชักจะรู้สึกว่าไว้มาบริจาควันอื่นดีกว่า เพราะท่าทางเราจะเหนื่อยเกินไป (อายด้วย ยิ่งอยู่นานจะยิ่งอาย แบบทำอะไรไม่ถูก)

ผมตัดสินใจนั่งรอเขาเรียกคิวต่อไป นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งต่อไป นั่งทำเป็นเนียนและพยายามฝืนตาไว้ไม่ให้หลับ … จนกระทั่งถึงคิวผม

พอเข้าไปถึง ผมก็รีบชี้แจงให้พี่เจ้าหน้าที่ทราบว่า ที่ผมท้องเสียเป็นเพราะผมกินมากไป แต่พี่เขาบอกว่าไม่ได้ เขากลัวว่าจะยังคงมีเชื้ออยู่ และมันจะไม่เป็นผลดีกับผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตจากเราไป ให้รออีกเจ็ดวัน แล้วค่อยมาบริจาคใหม่ … ผมจึงถูกปฏิเสธ ต้องกลับออกมาแบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ

ที่จริงผมรู้สึกเพลีย อยากกลับบ้าน แต่คิดว่าไหนๆ ก็มาถึงแถวนี้แล้ว ไปนั่งรอแฟนเลิกงานดีกว่า ผมจึงเดินไปรอบริเวณใต้ตึกที่เธอทำงาน

ผมต้องรออยู่นานเพราะวันนี้เธอเลิกงานช้า หลังจากที่เธออาบน้ำ เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เธอก็ชวนไปกินอาหารที่ MBK เราเดินทางไปด้วยรถไฟฟ้า BTS

ขบวนที่เราเข้าไปนั้น มีคนยืนอยู่แน่นมาก เพราะเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นเล็กน้อย ในรถแน่นขนาดที่ว่า แฟนผมไม่สามารถจับราวด้านบน หรือจับอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวใดๆ ส่วนตัวผมสามารถใช้มือขวาจับราวด้านบนไว้ได้ จึงใช้มือซ้ายกุมมือเธอไว้ข้างหนึ่ง เธอยืนหันหน้าไปด้านข้าง ผมจ้องมองใบหน้าด้านขวาของเธอ นานๆ เข้าเธอก็หันมาแลบลิ้นทำหน้าเบี้ยวใส่ผมทีหนึ่ง

คุณเคยมีความรู้สึกไหมว่า บางครั้งมันเป็น “The moment” คือจังหวะที่ดีที่เราน่าจะได้กระทำบางสิ่งมากที่สุด …

ผมมองใบหน้าด้านข้างของเธอ ฉากหลังเป็นผู้คนมากมายใส่เสื้อเหลืองเต็มขบวนรถไฟฟ้า มือผมกุมมือเธอไว้ที่ระดับอก .. ณ เวลานั้น ผมอยากโน้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเธอว่า “พี่รักหนูครับ แต่งงานกับพี่นะ”

แต่ … ตอนนั้นผมไม่มีแหวน ไม่มีวัตถุใดๆ ที่จะสามารถสวมนิ้วเธอได้ และที่สำคัญ ผมกลัวเธอตอบกลับมาว่า

“ยี้ คนขี้แตก ไปรออีกเจ็ดวันค่อยกลับมาขอเค้าแต่งงานใหม่นะ”

Comments (2)

Older Posts »
%d bloggers like this: