E-Mail Center [2]

ความเดิมตอนที่แล้ว ของ E-Mail Center… https://noistuff.wordpress.com/2008/12/26/e-mail-center/ เน้นไปที่เรื่องความสามารถของ Yahoo!Alerts แต่ตอนนี้จะมาบอกวิธีที่ง่ายกว่า และดีกว่านั้นมาก

ผมไปอ่านพบที่เว็บแห่งหนึ่ง บอกว่าเราสามารถ Forward อีเมลจาก Yahoo account มาที่เมลที่เราต้องการได้ โดยการเข้าไปตั้งค่าให้ Yahoo!Mail ของเราเป็น Yahoo!Asia คำเตือน … ควรทำช่วงเวลาที่คิดว่าไม่น่าจะมีอีเมลส่งมา เพราะการเปลี่ยนนี้อาจทำให้อีเมลที่ถูกส่งมาหาเราในระหว่างนั้นสูญหายได้

วิธีทำ
๑. Log in เข้าไปที่ Yahoo!Mail ของเรา
๒. เลือก Options -> Mail Options
๓. เข้าไปที่ Account Information
๔. ที่ Account Settings เลือก Set language, site, and time zone
๕. เปลี่ยนตรง Regional Site and Language: เป็น Yahoo! Asia
๖. เปลี่ยนตรง Time Zone: เป็น Asia/Bangkok

คำเตือน (อีกครั้ง) ควรทำช่วงเวลาที่คิดว่าไม่น่าจะมีอีเมลส่งมา เพราะการเปลี่ยนนี้อาจทำให้อีเมลที่ถูกส่งมาในระหว่างนั้นสูญหายได้

เมื่อเราเปลี่ยน Yahoo!Mail ของเราให้เป็น Yahoo! Asia แล้ว มันจะมีความสามารถ POP & Forwarding งอกออกมา ดูได้ที่ Options -> Mail Options เลือก POP & Forwarding ตั้งค่า Forward mail to the following address (ใส่ Gmail ของเรา) แล้วกด Save Changes

จากนั้นก็ให้ไปจัดการที่ Gmail ของเราตามข้อความในตอนที่แล้ว โชคดี มีความสุขกับการเช็คเมลครับ ;)

ให้ความเห็น

เจ้าหญิงซูยุ

ตั้งแต่ผมจำความได้ สัตว์เลี้ยงของบ้านเรามีแต่แมวเท่านั้น บางช่วงมีหลายตัว บางช่วงมีตัวเดียว และบางช่วงไม่มีเลยสักตัว ผมจำได้ว่าเคยอยากเลี้ยงหมาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับอนุญาต ผมจำเหตุผลไม่ได้ล่ะว่าทำไม แต่เท่าที่รู้เหตุผลที่บ้านเราสามารถเลี้ยงแมวได้มีประมาณนี้คือ ๑. คุณปู่เป็นคนรักแมวมาก ถึงขนาดห้ามทุกคนใช้เท้าเล่นกับแมวโดยเด็ดขาด (แต่ผมเกิดไม่ทันคุณปู่ แมวในบ้านจึงมักถูกผมเล่นหนัก ๆ สารพัดวิธี) ๒. คุณพ่อผมเห็นว่าแมวมีอิสระในตัวเอง คือมันนึกอยากไปก็ไป อยากมาก็มา อยากอยู่ก็อยู่ เพราะคุณพ่อผมเห็นว่าเราเลี้ยงมันได้โดยไม่ต้องขังมันไว้ มันอยากไปไหนก็ปล่อยมันไป ให้มันได้เป็นอิสระตลอดเวลา

แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อน ๆ ชาวตรอกหม้อนิยมเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่กัน ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ช่วง ป.๖ ถึง ม.๑ พวกเราหุ้นกันไปซื้อเป็ดไก่มาเลี้ยงด้วยกันส่วนหนึ่ง โดยใส่กรงส่วนกลางไว้ตรงพื้นที่ว่างแถว ๆ บ้านเรา และอีกส่วนหนึ่งตังค์ใครตังค์มัน แยกไปเลี้ยงกันเองที่บ้าน ผมก็ได้เลี้ยงลูกไก่กับเขาด้วยเช่นกัน (ช่วงเวลานั้นที่บ้านเราไม่มีแมวมาอาศัยอยู่)

ลูกเจี๊ยบส่วนกลางชุดแรกค่อย ๆ ตายไปทีละตัว พวกเราก็ไปซื้อมาเพิ่มอีกรอบ พอชุดใหม่ตายหมด ก็เลิกการเลี้ยงแบบกลุ่ม ใครที่ยังเหลือลูกเป็ดลูกไก่อยู่ที่บ้าน ก็เลี้ยงกันเอง จนกระทั่งตายกันเกือบหมด

ผมเหลือลูกเจี๊ยบอยู่ที่บ้านตัวหนึ่ง แต่เลี้ยงไปได้อีกไม่นาน ก็ถูกแมวข้างบ้านคาบไปกินต่อหน้าต่อตา ตอนนั้นผมทั้งโกรธ ทั้งโมโห ร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพราก พราก และแค้นเจ้าแมวตัวนั้นมาก แต่พอตอนนี้มานึกดูแล้วต้องขอบคุณมัน เพราะเหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเขียนบันทึก (เริ่มจากเขียนแช่งแมวตัวนั้นนั่นแหละ)

ที่บ้านผมมีพี่น้องสี่คน พี่สาวคนโต ผมเรียกว่าเจ๊ พี่ชายคนโต (เป็นคนที่สองของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียใหญ่ และพี่ชายคนก่อนหน้าผม (คนที่สามของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียเล็ก ส่วนผมเป็นน้องสุดท้องที่อายุห่างจากพี่ ๆ หลายปี (ตอนผมอยู่ ม.๕ ก็ไปขอลูกสาวคนเดียวของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมเคารพรัก มาเป็นน้องสาวอีกคน)

หลังจากลูกไก่ถูกแมวคาบไปกินคราวนั้น ผมเสียใจอยู่หลายวัน เฮียเล็กคงสงสาร จึงขี่จักรยานไปซื้อลูกเจี๊ยบมาให้ผมอีกสองตัว เฮียบอกว่าไปหาซื้อลูกเจี๊ยบตัวเมียมาให้ เพราะหวังว่าจะได้กินไข่ไก่กัน

ผมกับเจ๊ช่วยกันตั้งชื่อลูกเจี๊ยบทั้งสอง ขณะนั้นการ์ตูนอิคคิวซัง กำลังโด่งดัง ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง พวกเราจึงใช้ชื่อตัวละครในการ์ตูน เจ๊ผมตั้งชื่อให้ลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งว่า ยาโยย ส่วนผมตั้งชื่อให้ตัวที่เหลือว่า ซูยุ

ไม่นานนักเจ้ายาโยยก็ลาโลก เหลือเพียงเจ้าซูยุเพียงตัวเดียว พวกเราช่วยกันเลี้ยงดูเจ้าซูยุให้เติบโตผ่านพ้นช่วงอันตรายต่าง ๆ จนโตขึ้นมาเป็นไก่กระทงได้

ที่บ้านผมเป็นร้านขายของชำ ตอนเช้าต้องเลื่อนตู้โชว์สินค้าไปตั้งหน้าร้าน พอดึกก็เข็นกลับเข้ามาเก็บในบ้าน ห้องที่ผมนอนอยู่ชั้นสอง ตรงพื้นจะมีช่องเจาะทะลุเอาไว้ส่งสินค้าระหว่างร้านค้ากับชั้นสอง เวลาเก็บร้านตอนดึก ตู้โชว์สินค้าที่ถูกเข็นเข้ามาจะอยู่ใต้ช่องส่งสินค้านี้พอดี

เช้าวันนั้นผมตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงไก่ขัน เสียงดังมากเหมือนอยู่ข้างหู ผมเปิดช่องส่งสินค้าออกดู พบว่าเจ้าซูยุขึ้นมาตีปีกพึบพั่บอยู่บนตู้โชว์สินค้านั้น และโก่งคอขันหลายต่อหลายครั้ง ผมประหลาดใจมากว่าทำไมไก่ตัวเมียจึงขันได้เหมือนไก่ตัวผู้ เมื่อทุกคนในบ้านตื่นขึ้นมาแล้วลงมาดูเจ้าซูยุ ก็ลงความเห็นกันว่ามันเป็นไก่ตัวผู้อย่างแน่นอน ไม่ใช่ไก่ตัวเมีย

ผมมาทราบภายหลังว่าเฮียเล็กขี่จักรยานกลับไปร้านที่ขายลูกเจี๊ยบให้ เพื่อไปต่อว่าคนขาย เฮียบอกว่าเตรียมไปด่ามันเต็มที่เลย “เฮ้ย ก็ไหนบอกว่าในเล้านี้มีแต่ตัวเมียไง แล้วทำไมที่ซื้อไปเป็นตัวผู้วะ”

แต่พอได้ยินคนขายตอบแล้วเฮียด่าไม่ออก เพราะคนขายบอกว่า “อ้าวก็ผมบอกแล้วไงว่าในเล้านี้ตัวเมียหมด ตัวเมียหมด”

Comments (2)

ของที่แม่กิน

คุณแม่ของผมเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง และจัดว่าเป็นคนค่อนข้างผอมมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะเป็นเพราะแม่ไม่ค่อยกินอาหาร เช้ามาจิบกาแฟดำแก้วเดียวอยู่ได้ถึงเพล แถมพอกินข้าวเที่ยงไปเพียงเล็กน้อยก็จะอิ่มและรู้สึกง่วงทันที ตื่นมาตอนบ่ายแก่ ๆ ก็จะยังไม่รู้สึกหิว และไปกินข้าวเย็นอีกทีตอนค่ำ

กิจกรรมหลักระหว่างกินอาหารเย็นของแม่ผมมีสองอย่างคือ หนึ่งดูละครทีวี และสองคุยโทรศัพท์ ผมสังเกตเห็นมานานแล้วว่า แม่จะเริ่มยกหูโทรศัพท์โทรไปหาเพื่อนคนนู้นคนนี้ หรือไม่ก็ญาติ ๆ ที่นครปฐมเป็นประจำตอนที่ข้าวในจานเหลืออีกประมาณสองสามคำ ช่วงที่คุยโทรศัพท์แม่ก็จะค่อย ๆ หยุดกินข้าว และบอกให้ยกจานไปเก็บทุกที

บางครั้งที่แม่ไม่ได้เปิดทีวีขึ้นมาดู หรือไม่ได้โทรศัพท์ไปหาคนนู้นนี้ ก็จะมีกิจกรรมรอง คือ บ่นเรื่องของผม (ให้ผมเองนั่นแหละฟัง) เรียกว่ากินไปบ่นไปสอนไป จนเลิกกินข้าวและบอกให้ยกจานไปเก็บอีกเหมือนกัน

เวลาที่ลูก ๆ หรือใคร ๆ จะซื้อของกินอะไรมาฝากแม่ ท่านมักจะบอกว่าไม่ต้องซื้อมาหรอก เปลืองตังค์ ของกินแม่มีอยู่เต็มตู้เย็น ซึ่งเป็นเรื่องจริง ถ้าแม่ไม่ซื้ออะไรมาเก็บไว้ ก็จะมีคนนำข้าวของมาฝากท่านเป็นประจำ ทั้งลูก ๆ และคนรู้จัก ส่วนใหญ่เป็นของกินพวกผัก ผลไม้ ขนมกินเล่น กระทั่งเนื้อไก่ เนื้อหมู และพวกที่ไม่ใช่ของกิน เช่น น้ำหอม จนตู้เย็นขนาดสูงท่วมหัว แทบไม่เหลือช่องว่างให้ใส่อะไรเข้าไปได้อีก

ของกินที่คนนำมาฝากแม่ มักจะเป็นของดี ๆ คุณภาพสูง ราคาแพง แม่ผมก็จะรู้สึกเสียดาย เก็บไว้จนมันเริ่มเสีย หรือใกล้จะหมดอายุ ค่อยนำออกมากิน ซึ่งบางทีก็กินกันไม่ทันวันหมดอายุ กลายเป็นว่าได้กินครึ่ง ต้องทิ้งไปครึ่ง จนเป็นเรื่องปกติ

ที่จริงแม่ผมมีของที่ชอบกินอยู่ไม่กี่อย่าง แม่มักจะถามผมว่าจำได้ไหมว่าแม่ชอบกินอะไรบ้าง ผมจำได้ว่าแม่ชอบน้ำพริกแมลงดา ทุเรียนทอด ไส้กรอกรมควันตราหมูตัวเดียว (คนส่วนใหญ่ซื้อไส้กรอกทีละไม่กี่ขีด แต่แม่ผมซื้อทีละเป็นกิโล) ส่วนใหญ่ที่แม่ถามก็เพราะเมียผมชอบซื้อของกินมาฝาก แล้วให้ผมเป็นคนหิ้วมาให้ท่าน แต่เป็นของที่ท่านกินได้แค่หนสองหน แล้วก็เบื่อ รวมทั้งไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องเสียเงินซื้อมา (คือถ้าจะซื้อมา ก็ซื้อของที่แม่ชอบมาเลยดีกว่า ตรงประเด็นดี)

แม่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกไปหาความบันเทิงนอกบ้าน ทั้งพ่อและแม่ผมพูดบ่อย ๆ ว่าเก็บเงินไว้ให้ลูก ๆ ดีกว่า แต่ถ้าลูก ๆ พาแม่ออกไปกินข้าวนอกบ้านในวันแม่ แม่จึงจะไปเพราะมีเพียงปีละหน และเนื่องจากแม่จำวันเกิดตัวเองไม่ได้ พวกเราจึงใช้วันแม่เป็นการเลี้ยงวันเกิดท่านไปในตัว

นอกจากออกไปกินข้าวกับลูก ๆ ในวันแม่แล้ว ถ้าหากมีคนชวนแม่ไปทำบุญท่านจะชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นทอดกฐิน ผ้าป่า หรือว่าเทศน์มหาชาติ ไกลแค่ไหนท่านก็ไป (โดยเฉพาะวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องให้หวยแม่น)

เมื่อต้นเดือนนี้ พี่สาวกับพี่เขยผมชวนแม่ไปเที่ยวแสวงบุญ นมัสการสังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ช่วงเดือนหน้า แม่ตอบรับทันทีแล้วโทรมาชวนผมไปหาซื้อเสื้อกันหนาว แม่บอกว่าที่จริงพี่เขยผมก็มีเสื้อกันหนาวให้ยืม แต่แม่ไม่ชอบ เพราะมันตัวใหญ่ เวลาที่ถ่ายรูปออกมาเดี๋ยวไม่สวย

เรื่องสวยเรื่องงามนี่แม่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และมีเพลงที่ท่านร้องบ่อย ๆ จนกลายเป็นเพลงประจำตัว คือ “ถึงฉันแก่แล้ว ฉันก็อยากสวย… ใครจะทำไม” :D

หลังจากที่คุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้คนโตแล้ว ก็สรุปตรงกันว่าจะพาคุณแม่ไปชอปปิ้งที่แพลตตินัม ประตูน้ำ ที่จริงแม่ผมชวนเมียผมไปด้วย แต่เมียผมติดขึ้นเวร ตอนแรกว่าจะไปกันวันพฤหัสบดี ผมก็เลยว่าจะพาท่านไปเดินตั้งแต่ห้างเปิด จะได้มีเวลาเดินเลือกดู มองหา เปรียบเทียบก่อนซื้อตัวที่ชอบ แต่สุดท้ายเลื่อนนัดมาเป็นวันพุธ พี่ชายผมติดงาน ส่วนผมติดทำโปรเจคช่วงเช้าถึงบ่าย พี่สะใภ้คนโตจึงอาสาพาคุณแม่ไปเดินเลือกซื้อเสื้อกันหนาวก่อน แล้วผมค่อยตามไปตอนเย็น

ที่ผมตามไปตอนเย็น เพราะเป็นคำสั่งเมียให้พาคุณแม่ไปกินส้มตำที่แพลตตินัม เมียผมบอกว่าเห็นแม่ผมกินส้มตำบ่อย ช่วงไหนที่ท่านเบื่อ ๆ อาหารก็มักจะสั่งส้มตำมากิน และส้มตำที่แพลตตินัมก็อร่อยระดับโลก

ตอนที่ผมไปถึงคุณแม่ซื้อของเสร็จพอดี ผมจึงพาท่านขึ้นไปชั้น ๖ (ส่วนพี่สะใภ้ขอพาแม่ตัวกับหลานไปหาซื้อของต่อก่อนค่อยตามมา) เมื่อถึงชั้น ๖ หาที่นั่งให้แม่ได้แล้ว ผมก็ไปซื้อส้มตำปลากรอบ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง มานั่งกินกับแม่ ท่านกินคำแรกก็บอกว่าอร่อย รสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่เผ็ดเกินไป ไม่มีรสไหนอ่อนแก่กว่ากัน ท่านกินไปชมไป ลูกชายก็ได้หน้า เห็นแม่กินได้อย่างเอร็ดอร่อยก็ดีใจ ข้าวเหนียวที่ซื้อมาตอนแรกสามห่อ ผมซัดไปคนเดียวสองห่อแล้ว ข้าวเหนียวของแม่ก็ใกล้จะหมด ผมจึงวิ่งไปซื้อข้าวเหนียวมาเพิ่มอีกสองห่อ ตอนแรกแม่บอกว่าอิ่มแล้ว แต่ผมยัดข้าวเหนียวไปให้ท่านหนึ่งห่อ ท่านกินข้าวเหนียวห่อที่สองอีกเกือบครึ่ง และบอกว่าไม่เคยกินข้าวได้เยอะแบบนี้มาก่อน

เมื่อพี่สะใภ้ผมพาแม่กับหลานตัวตามขึ้นมา พวกเราก็กินกันใกล้เสร็จพอดี ผมก็รีบอวดว่าวันนี้คุณแม่กินข้าวได้เยอะล่ะ กินข้าวเหนียวกันสองคนห้าห่อแน่ะ แม่ผมพูดขึ้นมาว่า “ไอ้บ้า บอกเขาทำไม แม่อายนะ” แล้วก็ยิ้ม ๆ (ผมคิดในใจ แม่อาย แต่ผมอิ๊มอิ่ม) :D

ให้ความเห็น

chown

วันอาทิตย์ วุ่นวายอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ PC เกือบทั้งวัน ตกเย็นต้องออกไปรับเมียกลับบ้าน พอมาถึงบ้านก็ยังคงพึ่งพาบริการอากู๋ จนตีสองกว่า แทบจะสลบเหมือดไป ดีว่ายังพอมีแรงคลานไปถึงที่นอนได้ แต่ยังไงก็ยังหาวิธีทำในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ (ถ้าเป็นสมัยที่ยังไม่ได้แต่งงาน คงฟุบหลับไปหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ตามปกติแล้ว)

โจทย์คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถ copy directory จาก /home ของ user1 ไปใส่ไว้ใน /home ของ user2 โดยที่ให้ directory ที่ถูก copy ไปนั้นมี permission เป็นของ user2 เพราะคำสั่งที่ใช้ปกติคือ # cp -af /home/user1/directory /home/user2/ นั้นจะได้ directory และ sub-directory มาครบ แต่ permission จะยังคงเป็นของ user1 อยู่

สาย ๆ วันจันทร์ ตื่นมาชงกาแฟ 3 in 1 หนึ่งแก้ว แล้วมาปรึกษาอากู๋ต่อ หาเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง (เพราะวิธีคิดเราผิด ดันไปคิดถึงแต่ options ต่าง ๆ ของคำสั่ง cp กับคิดถึงแต่คำสั่ง chmod ถึงตอนนี้กาแฟ 3 in 1 ก็หมดไปอีกแก้ว)

ในเมื่อหาคำตอบไม่เจอสักที ก็เลยเข้าไปปรึกษาที่ห้อง chat #tlwg ตอนนี้เดินไปหยิบยาคูลท์ในตู้เย็นมาดับความหิวชั่วคราวก่อนหนึ่งขวด เวลาที่เข้าไปในห้อง chat เห็นมีสมาชิกอยู่เยอะเชียว เราก็โพสถามไปเป็นชุด ระหว่างที่รอคำตอบจากห้อง chat ก็ปรึกษาอากู่ไปด้วย อยู่ดี ๆ ก็ไปเจอเว็บที่เขาพูดถึงเรื่อง chown เราก็เฮ้ย ลืมคำสั่งนี้ไปได้ไงวะ (กาแฟสองแก้วก่อนหน้านี้ไม่ช่วยให้ฉลาดขึ้นเล๊ย — โชคดีที่แบคโตบาซิลลัสในยาคูลท์ช่วยกระตุ้นสมองให้ใช้คำค้นถูกต้อง .. มิน่า สาวยาคูลท์จึงน่ารักและฉลาด)

เมื่อได้ตัวอย่างคำสั่งมาแล้ว เราก็มาทดลองทำ โดยใช้คำสั่ง (คำเตือนคำสั่งนี้ยังไม่ถูกต้องนะ) # chown -R user2 /home/user2/directory/ พอสั่ง # ls -al /home/user2/directory เพื่อดูค่า permission ของ user and group ก็จะเห็นว่า directory นั้นมี permission เป็นของ user2 จริง แต่ยังคงเป็น group ของ user1 อยู่เลย ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องออกไปหาแม่ และทำธุระให้แม่แล้วก็เลยปิดเครื่องไป (แวะกินข้าวหมูแดงที่ร้านชายสี่หมี่เกี๊ยวก่อน เพราะกลัวเป็นลม ร้านนี้แถมน้ำซุปใส่เกี๊ยวกับกระดูกหมูให้แทะด้วยนะ)

กลับมาถึงบ้านตอนหัวค่ำ หลังจากทำธุระให้แม่ และแวะกินข้าวเย็นกับเมียที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ก็มาเปิดเครื่อง เพื่อที่จะหาคำตอบสำหรับโจทย์อื่น ๆ ที่ยังต้องหาวิธีทำให้ได้อยู่อีก แต่ปรากฏว่าเครื่องมัน boot ไม่ขึ้น -_-” ก็เลยต้องลง Linux Mint 9 ใหม่อีกครั้ง ส่วน Notebook ถูกเมียยึดไปคุยกับเพื่อนที่อังกฤษผ่านทาง chat ของ Facebook

ระหว่างที่รอเครื่อง PC ติดตั้ง Linux Mint 9 และเมียกำลังใช้ Notebook ก็นึกได้ว่าเมื่อคืนมีอีกปัญหาค้างอยู่ คือโทรศัพท์ LG Arena ของเมียต่อ Wifi ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มันเคยใช้ได้อย่างไม่มีปัญหามาก่อน เลยเอาเจ้า Arena มาทดสอบต่อ Wifi ลองอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ก็ไม่สามารถเข้าหน้าเว็บอะไรได้เลย ทั้ง ๆ ที่ wifi connected แล้ว ได้ IP แล้วด้วย จนกระทั่งเมียเลิกใช้ Notebook เลยทดสอบปิด Notebook (เลิกต่อ wifi ที่ notebook) แล้วใช้ Arena ต่อ Wifi คราวนี้ใช้งานได้ไม่มีปัญหา จากนั้นก็เปิด Notebook เพื่อต่อ Wifi ปรากฏว่าต่อไม่ได้ คาดว่าเกิดจากการ Lock การใช้งานจาก True เพราะ router ที่ใช้อยู่เป็นตัวที่ True แถมมาฟรี (แต่ก็แปลกใจนะ เพราะที่ร้าน ก.เอ๋ย ก.กาแฟ ก็เป็น router รุ่นเดียวกันเลย ทำไมต่อ wifi พร้อม ๆ กันได้หลายเครื่องหว่า? หรือว่า Package Internet ต่างกัน??)

ช่วงที่กำลังทดสอบเจ้า Arena จะมีช่วงที่ทดลองเปลี่ยน SIM จาก AIS เป็น DTAC เพื่อทดสอบว่าปัญหามันเกิดจาก SIM หรือเปล่า ตอนนี้เราก็กลับไป search google เกี่ยวกับ chown อีก เพราะสงสัยว่าทำไม permission เป็นของ user2 แต่ group ดันเป็นของ user1 ก็ไปพบคำสั่งนี้เข้า (คราวนี้คำสั่งถูกแล้วนะ ลอกได้)

# chown -R user2:user2 /home/user2/directory/

ทดสอบ reboot เครื่องหลายรอบแล้ว ยังคงทำงานได้ปกติ

สรุปคำสั่งที่ใช้

# cp -af /home/user1/directory/ /home/user2/
# chown -R user2:user2 /home/user2/directory/
# ls -al /home/user2/directory/

ตานี้ก็พร้อมลุยโจทย์ข้อต่อ ๆ ไปล่ะ :D

ให้ความเห็น

กล้าม

เมียผมมักจะมีศัพท์แปลก ๆ น่ารัก ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่จะได้มาจากการหลอกล่อคนไข้เด็ก เช่น

เล่นเกมซ่อนตาดำ คือ นอน
ปีศาจตัวเหนียว คือ คนที่ยังไม่อาบน้ำร่างกายเหนียวเหนอะหนะ (ส่วนใหญ่เธอมักจะใช้เรียกผมหลังจากเธออาบน้ำเสร็จแล้ว)
ออกไข่ หมายถึง เข้าห้องน้ำไปถ่ายหนัก

นานมาแล้วที่ผมเองมีความใฝ่ฝันอยากกลับมามี six-pack อีกครั้ง เพราะเคยมี six-pack มาก่อนเมื่อสมัยวัยละอ่อน ตอนนั้นบ้าพลังมาก อาจจะเพราะเรียนอยู่โรงเรียนชายล้วน จึงมักจะมีการแข่งขันงัดข้อกันทุกวัน ทั้งแข่งระหว่างเพื่อนในห้องเดียวกันและเดินสายงัดข้อข้ามห้อง เพื่อหาแชมป์ประจำวัน ดังนั้นพวกเราต้องพยายามฟิตกันเต็มที่ บางทีแค่ช่วงว่างสั้น ๆ ระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน ไม่มีเวลามากพอให้แข่งงัดข้อ ก็วิดพื้นโชว์พาวเวอร์กัน ใครวิดพื้นมือเดียวได้นี่เท่โคตร ๆ มานึก ๆ ดูตอนนี้ ไม่รู้จะโชว์กันไปทำไม ก็ทั้งโรงเรียนมันมีแต่ชายล้วน !!

ความฝันที่ไม่ลงมือทำสุดท้ายก็เป็นได้แค่ความเพ้อพก กับพุงกลม ๆ ก้อนนึง (ที่จริงก็ลงมือทำไปบ้างแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ต่อเนื่อง ทำ ๆ หยุด ๆ กล้ามเนื้อก็เลยไม่ปรากฏชัด พอเห็นแค่เป็นเส้นบาง ๆ นิดหน่อย)

หลายครั้งที่ผมลองเกร็งกล้ามท้องดู ก็พอเห็นว่าเส้นจาง ๆ คล้าย ๆ จะเป็น six-pack บนพุงมันคมชัดขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกัน คงคล้าย ๆ ลายบนเปลือกแตงโม คือ เห็นเป็นรอยชัดบนผิวกลมเรียบเกลี้ยง (เอ๊ะยังไง เอาเป็นว่าพูดเข้าข้างตัวเองสุด ๆ ว่ามันเห็นรอย six-pack ขึ้นมานิดนึงเนอะ) :D

ปกติผมเป็นคนเข้าห้องน้ำนานมาก เพราะจะใช้เวลาออกไข่ประมาณครั้งละครึ่งชั่วโมง และบางวันจะต้องออกไข่หลายล็อต เมียผมบอกว่าผมเป็นพวกลำไส้ตรง กินปุ๊บออกปั๊บ แถมอัตราแลกเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (Feed Conversion Rate : FCR) ยังสูงอีกด้วย กินเข้าไปนิดเดียว ออกไข่ได้มากมายและหลายหน บ่อยครั้งจะมีบทสรุปตามมาว่า “เปลืองจริง ๆ”

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมมีไอเดียบรรเจิดว่า ตอนที่เราเกร็งหน้าท้อง ก็เหมือนกับการออกกำลังหน้าท้อง สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้เหมือนกัน จึงทำให้เราพอมองเห็นเส้นแบ่ง six-pack จาง ๆ ขึ้นมาบ้าง หากเราฝึกเกร็งกล้ามท้องวันละครึ่งชั่วโมง ก็คงคล้ายกับการทำ sit-up บ๊ะไหน ๆ ก็ออกไข่วันละครึ่งชั่วโมงอยู่แล้ว งั้นก็พยายามเกร็งหน้าท้องตอนออกไข่ไปเลยแล้วกัน จะได้ประหยัดเวลา และได้กล้ามหน้าท้องสมประสงค์

ตั้งแต่นั้นมา หลังจากการออกไข่แต่ละครั้ง ผมก็จะก้มมองดูพุงที่ชุ่มเหงื่อของตัวเอง และพบว่าเส้นแสดง six-pack มันชัดขึ้นกว่าเดิม นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว แหมมันช่างเหมาะกับคนขี้เกียจอย่างเราจริงเชียว

ปฏิบัติการนี้มีวาระอยู่ประมาณสองเดือน สุดท้ายผมก็ต้องเลิกสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยวิธีนี้ เพราะการเกร็งกล้ามท้อง เป็นการช่วยให้การออกไข่ดำเนินไปอย่างสะดวกขึ้นจริง และเมื่อทำติดต่อกันบ่อย ๆ กล้ามหน้าท้องก็ชัดเจนขึ้นจริง … แต่มันแถมพ่วงมาด้วยการเกิดกล้ามก้น คือ กล้ามเนื้อหูรูด ปูดเป่งออกมาจากปกติ หรือในฉายาภาษาต่างประเทศเก๋ ๆ ว่า เป็นริซซี่(ดวง) -_-“

Comments (8)

เพลงที่แม่ร้อง

ผมจำไม่ได้ว่าสมัยเด็ก ๆ คุณแม่เคยร้องเพลงกล่อมอะไรให้ฟังบ้างหรือเปล่า แต่จำได้ว่าเคยได้ยินคุณแม่ด่าผมเป็นเพลง (เสียดายที่สมัยนั้นไม่ได้จดไว้ คิดว่าจะจำได้ แต่สุดท้ายก็ลืม) หรือไม่ก็บ่นเป็นคำคล้องจองเช่น “น้ำท่าไม่อาบ เหม็นสาบลูกกะโปก” (อันนี้ได้ยินบ่อย) เป็นต้น หรือเวลาขายของ คุณแม่ก็มักจะมีเพลงแซวลูกค้าบ่อย ๆ เหมือนกัน

ตอนที่เจ้า Bebe หลานคนที่สองของบ้าน (ลูกชายคนที่สองของพี่สาวคนโต) ยังเป็นเด็กเล็ก ผมได้ยินแม่ผมร้องเพลงกล่อมหลานค่อนข้างบ่อย ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เช่น โยกเยกเอย

“โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ กอดคอโยกเยก”

(ผมได้ยินคนอื่นร้องเพลงโยกเยกนี้เหมือนกัน แต่หลังจากที่ผมรู้จักเพลงนี้จากแม่ผมแล้ว)

และเพลงกุ้งแห้งเยอรมัน ซึ่งเป็นหมัดเด็ด เวลาที่ Bebe ร้องไห้งอแง พอได้ยินเพลงนี้จากอาม่า ก็จะเงียบกริบ เอียงคอตั้งใจฟังทันที

“กุ้งแห้งเยอรมัน อีกสองสามวันจะไปอังกฤษ กุ้งแห้งตูดบิด จะไปอังกฤษอีกสองสามวัน”

เพลงแซวลูกค้า มักจะเป็นเพลงที่เข้ากับเหตุการณ์ เช่นมีลูกค้าเข้าร้านมาบ่นว่าร้อน คอแห้ง แม่ผมก็จะร้องว่า

“คอแห้ง คอแห้งเป็นผง โอ้แม่โฉมยงค์ขอน้ำกินที น้ำเปล่าพี่ก็ไม่เอา น้ำเปล่าพี่ก็ไม่เอา พี่ขอน้ำเหล้า น้ำเหล้ากินฟรี”

วันนี้ผมมีโอกาสได้ฟังเพลงใหม่ ยาวกว่าทุกเพลงที่ผมเคยฟัง แม่ผมร้องขึ้นหลังจากลูกค้าทักว่า “วันนี้เจ๊สวยจัง” (แม่ผมกำลังเตรียมตัวไปฟังเทศน์มหาชาติ กัณฑ์มหาพน ที่ท่านเป็นเจ้าภาพ)

“สวยจริงนะสาว ขาวจริงนะน้อง ถ้าแม้นมีทองพี่ไม่ให้เจ้าใส่ พี่เก็บเอาไว้ใส่เอง พี่เก็บเอาไว้ใส่เอง พี่กลัวนักเลงมาแย่งชิงไป”

แม่ผมบอกว่า ท่านสามารถร้องได้หลายเพลง ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงรำวง คือสมัยก่อนจะมีเพลงที่ฝ่ายหญิงร้อง แล้วฝ่ายชายร้องแก้ สลับกันไป สลับกันมา เป็นที่สนุกสนานเฮฮากันทั้งคืน

อยากมีประสบการณ์ได้ฟังเพลงร้องเกี้ยว ร้องแก้แบบนั้นบ้างจัง :)

Comments (2)

ข้างหลังภาพ

จากนิตยสาร MED IS CU
เรื่องดีๆ ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 กรกฎาคม – กันยายน 2553

หน้า 15
เล่าสู่กันฟัง
By : พลาบาลรุ่นเก๋า

ข้างหลังภาพ

เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานในไอซียูของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฐานะของนักศึกษาทำให้สังเกตเห็นประเด็นต่างๆ มากกว่าตอนที่ทำงาน จึงจะขอเล่าถึงการดูแลผู้ป่วยรายหนึ่งไว้เป็นข้อคิดให้แก่ท่านผู้อ่าน

ผู้ป่วยเอดส์รายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และแพทย์ได้สั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยรับประทาน แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยา และขาดการมาตรวจตามนัดจนกระทั่งติดเชื้อ ฉวยโอกาสอาการทรุดหนักต้องเข้าไอซียูและใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยรู้ตัว เหม่อลอย ไม่ค่อยโต้ตอบสื่อสาร แม้พยาบาลจะดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี อาการของผู้ป่วยก็ยังคงเป็นแบบไม่ยินดียินร้าย สีหน้าเมินเฉย ทำให้ดูเหมือนว่าผู้ป่วยปลงต่อโรคที่เป็น หรือไม่ได้อยากรักษาโรคจึงไม่กินยาต้านไวรัส สำหรับผู้ป่วยเอดส์สิ่งสำคัญของการรักษาและเป็นปัญหาที่น่ากลัว คือการดื้อยา ดังนั้นแพทย์และพยาบาลจึงมักถามผู้ป่วยว่าทำไมไม่กินยา ซึ่งผู้ป่วยก็ไม่ตอบอะไร ได้แต่มองหน้าคนถามแล้วก็นิ่ง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังไม่มีญาติที่จะให้ข้อมูลได้เลย ในฐานะผู้ที่เข้ามาศึกษาจึงมีคำถามจากอาจารย์พยาบาลว่า “เราจะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้อย่างไร” เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่จากเวชระเบียน โดยไม่ได้เข้าไปคุยกับผู้ป่วยเอง (แปลว่าคิดเอาเอง) ผู้ป่วยน่าจะมีปัญหาด้านจิตใจ มีภาวะเศร้า ท้อแท้ อีกทั้งผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อเรื้อรังยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ ผู้ป่วยตัวคนเดียวอาจไม่มีแรงจูงใจกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในเช้าวันที่จะเข้าไปคุยกับผู้ป่วยนั่นเอง พยาบาลที่เป็นเจ้าของผู้ป่วยเป็นพยาบาลอาวุโสกำลังพูดคุยกับผู้ป่วย และผู้ป่วยก็โต้ตอบเป็นอย่างดีไม่มีท่าทีเมินเฉยเหมือนก่อนนี้ พี่พยาบาลคนนี้เล่าให้ฟังว่าผู้ป่วยไม่ได้ท้อแท้หรือไม่อยากรักษาอย่างที่เราคิดหรอก แต่เค้าไม่รู้จะตอบคำถามได้อย่างไร เพราะใส่ท่อช่วยหายใจอยู่คิดว่าพูดไม่ได้และเหตุผลของเขาก็มีมาก พูดไปแพทย์ ก็คงไม่เข้าใจ มาหนำซ้ำคำถามที่ว่า “ทำไมไม่กินยา” “ไม่อยากรักษาหรือไร” “รู้มั๊ยที่เป็นหนักอย่างนี้ก็เพราะไม่กินยา” เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกต่อว่าว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย (ต้องประกอบกับลักษณะของน้ำเสียงที่ใช้ด้วย จึงจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเช่นนั้น) เทคนิคการตั้งคำถามของพี่พยาบาลคนนี้ก็คือถามคำถามสั้นๆ ให้ผู้ป่วยตอบแบบพยักหน้าหรือส่ายหน้าเท่านั้นในช่วงแรก แล้วสะท้อนคำตอบให้ผู้ป่วยรู้ว่าเราเข้าใจเมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกว่าสื่อสารได้แม้จะมีท่อช่วยหายใจคาอยู่ จึงค่อยถามคำถามที่มีคำตอบยาวขึ้น เนื่องจากพี่พยาบาลคนนี้มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยเอดส์มาก่อน และทราบดีว่าปัญหาใหญ่ของการไม่รับประทานยาต้านไวรัสต่อเนื่อง คือ อาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ของยานั่นเอง การถามคำถามสั้นๆ ว่า “กินยาต้านไวรัสแล้วปวดหัว เวียนหัวใช่มั๊ยถึงได้เลิกกินยา” ผู้ป่วยถึงกับตาโตและรีบพยักหน้ารับ “นอกจากนี้ยังคลื่นไส้อาเจียน หลังกินยาด้วยใช่มั๊ย” ผู้ป่วยพยักหน้ารับอีก “มีฝันร้ายด้วยมั๊ย” ผู้ป่วยพยักหน้าและคิดว่าทำไมพยาบาลจึงรู้ว่าเขามีอาการเหล่านี้ทั้งหมดจึงไม่สามารถรับประทานยาต่อได้ เมื่อพยาบาลบอกว่าผลข้างเคียงของยาเหล่านี้เกิดได้กับผู้ที่กินยาต้านไวรัสแทบทุกคน เมื่อทนกินยาต่อเนื่อง 2-8 สัปดาห์อาการจะทุเลาลง เมื่อสื่อสารกับผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นจึงได้รู้ว่าเราวิเคราะห์ผิดพลาด ผู้ป่วยไม่ได้ท้อแท้ แต่คิดว่าคงพูดไม่เข้าใจจึงยังไม่อยากพูด และเห็นว่าแพทย์และพยาบาลงานยุ่งคงไม่มีเวลาพูดคุยกันจนเข้าใจได้หรอก (ท่าทางรีบร้อนของเราจะทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเราไม่มีเวลาจะพูดคุยกับเขา) และยังน้อยใจที่ถูกตำหนิว่าไม่รู้จักรักษาตัวเอง เมื่อพยาบาลถามว่า “เคยมีคนบอกถึงผลที่จะเกิดเมื่อกินยาต้านไวรัสมาก่อนมั๊ย” ผู้ป่วยบอกว่า “น่าจะมีตอนที่ไปรับยาแต่บอกหลายเรื่องมากจนจำได้ไม่หมดและตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไหร่” พยาบาลจึงถามว่า “ถ้าลดผลข้างเคียงลงหรือให้แพทย์ปรับยาให้ใหม่จะยอมกินยาได้มั๊ย” ผู้ป่วยบอกว่าจะพยายามอดทนกินยาให้ได้ไปตลอด และยิ่งรู้ว่ามีคนอื่นเป็นเหมือนกันก็สบายใจขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากผู้ป่วยรายนี้ สำหรับตัวดิฉันเองคงเป็นการที่จะไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ จากสิ่งที่เห็น เพราะข้างหลังภาพที่เราเห็นอาจมีสิ่งที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ แล้วท่านผู้อ่านได้ข้อคิดอะไรบ้างมั๊ยคะ

Comments (1)

« Newer Posts · Older Posts »
%d bloggers like this: