คุยกับตัวเอง (อีก)

คนที่มีใจเมตตา มีจิตคิดแต่ให้ จะไม่มีวันถูกเอาเปรียบ

ให้ความเห็น

คุยกับตัวเอง

การพยายามหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง ไม่ช่วยให้ความจริงแท้เปลี่ยนแปลงไป

Comments (3)

E-Mail Center [2]

ความเดิมตอนที่แล้ว ของ E-Mail Center… https://noistuff.wordpress.com/2008/12/26/e-mail-center/ เน้นไปที่เรื่องความสามารถของ Yahoo!Alerts แต่ตอนนี้จะมาบอกวิธีที่ง่ายกว่า และดีกว่านั้นมาก

ผมไปอ่านพบที่เว็บแห่งหนึ่ง บอกว่าเราสามารถ Forward อีเมลจาก Yahoo account มาที่เมลที่เราต้องการได้ โดยการเข้าไปตั้งค่าให้ Yahoo!Mail ของเราเป็น Yahoo!Asia คำเตือน … ควรทำช่วงเวลาที่คิดว่าไม่น่าจะมีอีเมลส่งมา เพราะการเปลี่ยนนี้อาจทำให้อีเมลที่ถูกส่งมาหาเราในระหว่างนั้นสูญหายได้

วิธีทำ
๑. Log in เข้าไปที่ Yahoo!Mail ของเรา
๒. เลือก Options -> Mail Options
๓. เข้าไปที่ Account Information
๔. ที่ Account Settings เลือก Set language, site, and time zone
๕. เปลี่ยนตรง Regional Site and Language: เป็น Yahoo! Asia
๖. เปลี่ยนตรง Time Zone: เป็น Asia/Bangkok

คำเตือน (อีกครั้ง) ควรทำช่วงเวลาที่คิดว่าไม่น่าจะมีอีเมลส่งมา เพราะการเปลี่ยนนี้อาจทำให้อีเมลที่ถูกส่งมาในระหว่างนั้นสูญหายได้

เมื่อเราเปลี่ยน Yahoo!Mail ของเราให้เป็น Yahoo! Asia แล้ว มันจะมีความสามารถ POP & Forwarding งอกออกมา ดูได้ที่ Options -> Mail Options เลือก POP & Forwarding ตั้งค่า Forward mail to the following address (ใส่ Gmail ของเรา) แล้วกด Save Changes

จากนั้นก็ให้ไปจัดการที่ Gmail ของเราตามข้อความในตอนที่แล้ว โชคดี มีความสุขกับการเช็คเมลครับ ;)

ให้ความเห็น

เจ้าหญิงซูยุ

ตั้งแต่ผมจำความได้ สัตว์เลี้ยงของบ้านเรามีแต่แมวเท่านั้น บางช่วงมีหลายตัว บางช่วงมีตัวเดียว และบางช่วงไม่มีเลยสักตัว ผมจำได้ว่าเคยอยากเลี้ยงหมาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับอนุญาต ผมจำเหตุผลไม่ได้ล่ะว่าทำไม แต่เท่าที่รู้เหตุผลที่บ้านเราสามารถเลี้ยงแมวได้มีประมาณนี้คือ ๑. คุณปู่เป็นคนรักแมวมาก ถึงขนาดห้ามทุกคนใช้เท้าเล่นกับแมวโดยเด็ดขาด (แต่ผมเกิดไม่ทันคุณปู่ แมวในบ้านจึงมักถูกผมเล่นหนัก ๆ สารพัดวิธี) ๒. คุณพ่อผมเห็นว่าแมวมีอิสระในตัวเอง คือมันนึกอยากไปก็ไป อยากมาก็มา อยากอยู่ก็อยู่ เพราะคุณพ่อผมเห็นว่าเราเลี้ยงมันได้โดยไม่ต้องขังมันไว้ มันอยากไปไหนก็ปล่อยมันไป ให้มันได้เป็นอิสระตลอดเวลา

แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อน ๆ ชาวตรอกหม้อนิยมเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่กัน ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ช่วง ป.๖ ถึง ม.๑ พวกเราหุ้นกันไปซื้อเป็ดไก่มาเลี้ยงด้วยกันส่วนหนึ่ง โดยใส่กรงส่วนกลางไว้ตรงพื้นที่ว่างแถว ๆ บ้านเรา และอีกส่วนหนึ่งตังค์ใครตังค์มัน แยกไปเลี้ยงกันเองที่บ้าน ผมก็ได้เลี้ยงลูกไก่กับเขาด้วยเช่นกัน (ช่วงเวลานั้นที่บ้านเราไม่มีแมวมาอาศัยอยู่)

ลูกเจี๊ยบส่วนกลางชุดแรกค่อย ๆ ตายไปทีละตัว พวกเราก็ไปซื้อมาเพิ่มอีกรอบ พอชุดใหม่ตายหมด ก็เลิกการเลี้ยงแบบกลุ่ม ใครที่ยังเหลือลูกเป็ดลูกไก่อยู่ที่บ้าน ก็เลี้ยงกันเอง จนกระทั่งตายกันเกือบหมด

ผมเหลือลูกเจี๊ยบอยู่ที่บ้านตัวหนึ่ง แต่เลี้ยงไปได้อีกไม่นาน ก็ถูกแมวข้างบ้านคาบไปกินต่อหน้าต่อตา ตอนนั้นผมทั้งโกรธ ทั้งโมโห ร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพราก พราก และแค้นเจ้าแมวตัวนั้นมาก แต่พอตอนนี้มานึกดูแล้วต้องขอบคุณมัน เพราะเหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเขียนบันทึก (เริ่มจากเขียนแช่งแมวตัวนั้นนั่นแหละ)

ที่บ้านผมมีพี่น้องสี่คน พี่สาวคนโต ผมเรียกว่าเจ๊ พี่ชายคนโต (เป็นคนที่สองของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียใหญ่ และพี่ชายคนก่อนหน้าผม (คนที่สามของบ้าน) ผมเรียกว่าเฮียเล็ก ส่วนผมเป็นน้องสุดท้องที่อายุห่างจากพี่ ๆ หลายปี (ตอนผมอยู่ ม.๕ ก็ไปขอลูกสาวคนเดียวของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมเคารพรัก มาเป็นน้องสาวอีกคน)

หลังจากลูกไก่ถูกแมวคาบไปกินคราวนั้น ผมเสียใจอยู่หลายวัน เฮียเล็กคงสงสาร จึงขี่จักรยานไปซื้อลูกเจี๊ยบมาให้ผมอีกสองตัว เฮียบอกว่าไปหาซื้อลูกเจี๊ยบตัวเมียมาให้ เพราะหวังว่าจะได้กินไข่ไก่กัน

ผมกับเจ๊ช่วยกันตั้งชื่อลูกเจี๊ยบทั้งสอง ขณะนั้นการ์ตูนอิคคิวซัง กำลังโด่งดัง ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง พวกเราจึงใช้ชื่อตัวละครในการ์ตูน เจ๊ผมตั้งชื่อให้ลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งว่า ยาโยย ส่วนผมตั้งชื่อให้ตัวที่เหลือว่า ซูยุ

ไม่นานนักเจ้ายาโยยก็ลาโลก เหลือเพียงเจ้าซูยุเพียงตัวเดียว พวกเราช่วยกันเลี้ยงดูเจ้าซูยุให้เติบโตผ่านพ้นช่วงอันตรายต่าง ๆ จนโตขึ้นมาเป็นไก่กระทงได้

ที่บ้านผมเป็นร้านขายของชำ ตอนเช้าต้องเลื่อนตู้โชว์สินค้าไปตั้งหน้าร้าน พอดึกก็เข็นกลับเข้ามาเก็บในบ้าน ห้องที่ผมนอนอยู่ชั้นสอง ตรงพื้นจะมีช่องเจาะทะลุเอาไว้ส่งสินค้าระหว่างร้านค้ากับชั้นสอง เวลาเก็บร้านตอนดึก ตู้โชว์สินค้าที่ถูกเข็นเข้ามาจะอยู่ใต้ช่องส่งสินค้านี้พอดี

เช้าวันนั้นผมตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงไก่ขัน เสียงดังมากเหมือนอยู่ข้างหู ผมเปิดช่องส่งสินค้าออกดู พบว่าเจ้าซูยุขึ้นมาตีปีกพึบพั่บอยู่บนตู้โชว์สินค้านั้น และโก่งคอขันหลายต่อหลายครั้ง ผมประหลาดใจมากว่าทำไมไก่ตัวเมียจึงขันได้เหมือนไก่ตัวผู้ เมื่อทุกคนในบ้านตื่นขึ้นมาแล้วลงมาดูเจ้าซูยุ ก็ลงความเห็นกันว่ามันเป็นไก่ตัวผู้อย่างแน่นอน ไม่ใช่ไก่ตัวเมีย

ผมมาทราบภายหลังว่าเฮียเล็กขี่จักรยานกลับไปร้านที่ขายลูกเจี๊ยบให้ เพื่อไปต่อว่าคนขาย เฮียบอกว่าเตรียมไปด่ามันเต็มที่เลย “เฮ้ย ก็ไหนบอกว่าในเล้านี้มีแต่ตัวเมียไง แล้วทำไมที่ซื้อไปเป็นตัวผู้วะ”

แต่พอได้ยินคนขายตอบแล้วเฮียด่าไม่ออก เพราะคนขายบอกว่า “อ้าวก็ผมบอกแล้วไงว่าในเล้านี้ตัวเมียหมด ตัวเมียหมด”

Comments (2)

ของที่แม่กิน

คุณแม่ของผมเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง และจัดว่าเป็นคนค่อนข้างผอมมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะเป็นเพราะแม่ไม่ค่อยกินอาหาร เช้ามาจิบกาแฟดำแก้วเดียวอยู่ได้ถึงเพล แถมพอกินข้าวเที่ยงไปเพียงเล็กน้อยก็จะอิ่มและรู้สึกง่วงทันที ตื่นมาตอนบ่ายแก่ ๆ ก็จะยังไม่รู้สึกหิว และไปกินข้าวเย็นอีกทีตอนค่ำ

กิจกรรมหลักระหว่างกินอาหารเย็นของแม่ผมมีสองอย่างคือ หนึ่งดูละครทีวี และสองคุยโทรศัพท์ ผมสังเกตเห็นมานานแล้วว่า แม่จะเริ่มยกหูโทรศัพท์โทรไปหาเพื่อนคนนู้นคนนี้ หรือไม่ก็ญาติ ๆ ที่นครปฐมเป็นประจำตอนที่ข้าวในจานเหลืออีกประมาณสองสามคำ ช่วงที่คุยโทรศัพท์แม่ก็จะค่อย ๆ หยุดกินข้าว และบอกให้ยกจานไปเก็บทุกที

บางครั้งที่แม่ไม่ได้เปิดทีวีขึ้นมาดู หรือไม่ได้โทรศัพท์ไปหาคนนู้นนี้ ก็จะมีกิจกรรมรอง คือ บ่นเรื่องของผม (ให้ผมเองนั่นแหละฟัง) เรียกว่ากินไปบ่นไปสอนไป จนเลิกกินข้าวและบอกให้ยกจานไปเก็บอีกเหมือนกัน

เวลาที่ลูก ๆ หรือใคร ๆ จะซื้อของกินอะไรมาฝากแม่ ท่านมักจะบอกว่าไม่ต้องซื้อมาหรอก เปลืองตังค์ ของกินแม่มีอยู่เต็มตู้เย็น ซึ่งเป็นเรื่องจริง ถ้าแม่ไม่ซื้ออะไรมาเก็บไว้ ก็จะมีคนนำข้าวของมาฝากท่านเป็นประจำ ทั้งลูก ๆ และคนรู้จัก ส่วนใหญ่เป็นของกินพวกผัก ผลไม้ ขนมกินเล่น กระทั่งเนื้อไก่ เนื้อหมู และพวกที่ไม่ใช่ของกิน เช่น น้ำหอม จนตู้เย็นขนาดสูงท่วมหัว แทบไม่เหลือช่องว่างให้ใส่อะไรเข้าไปได้อีก

ของกินที่คนนำมาฝากแม่ มักจะเป็นของดี ๆ คุณภาพสูง ราคาแพง แม่ผมก็จะรู้สึกเสียดาย เก็บไว้จนมันเริ่มเสีย หรือใกล้จะหมดอายุ ค่อยนำออกมากิน ซึ่งบางทีก็กินกันไม่ทันวันหมดอายุ กลายเป็นว่าได้กินครึ่ง ต้องทิ้งไปครึ่ง จนเป็นเรื่องปกติ

ที่จริงแม่ผมมีของที่ชอบกินอยู่ไม่กี่อย่าง แม่มักจะถามผมว่าจำได้ไหมว่าแม่ชอบกินอะไรบ้าง ผมจำได้ว่าแม่ชอบน้ำพริกแมลงดา ทุเรียนทอด ไส้กรอกรมควันตราหมูตัวเดียว (คนส่วนใหญ่ซื้อไส้กรอกทีละไม่กี่ขีด แต่แม่ผมซื้อทีละเป็นกิโล) ส่วนใหญ่ที่แม่ถามก็เพราะเมียผมชอบซื้อของกินมาฝาก แล้วให้ผมเป็นคนหิ้วมาให้ท่าน แต่เป็นของที่ท่านกินได้แค่หนสองหน แล้วก็เบื่อ รวมทั้งไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องเสียเงินซื้อมา (คือถ้าจะซื้อมา ก็ซื้อของที่แม่ชอบมาเลยดีกว่า ตรงประเด็นดี)

แม่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกไปหาความบันเทิงนอกบ้าน ทั้งพ่อและแม่ผมพูดบ่อย ๆ ว่าเก็บเงินไว้ให้ลูก ๆ ดีกว่า แต่ถ้าลูก ๆ พาแม่ออกไปกินข้าวนอกบ้านในวันแม่ แม่จึงจะไปเพราะมีเพียงปีละหน และเนื่องจากแม่จำวันเกิดตัวเองไม่ได้ พวกเราจึงใช้วันแม่เป็นการเลี้ยงวันเกิดท่านไปในตัว

นอกจากออกไปกินข้าวกับลูก ๆ ในวันแม่แล้ว ถ้าหากมีคนชวนแม่ไปทำบุญท่านจะชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นทอดกฐิน ผ้าป่า หรือว่าเทศน์มหาชาติ ไกลแค่ไหนท่านก็ไป (โดยเฉพาะวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องให้หวยแม่น)

เมื่อต้นเดือนนี้ พี่สาวกับพี่เขยผมชวนแม่ไปเที่ยวแสวงบุญ นมัสการสังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ช่วงเดือนหน้า แม่ตอบรับทันทีแล้วโทรมาชวนผมไปหาซื้อเสื้อกันหนาว แม่บอกว่าที่จริงพี่เขยผมก็มีเสื้อกันหนาวให้ยืม แต่แม่ไม่ชอบ เพราะมันตัวใหญ่ เวลาที่ถ่ายรูปออกมาเดี๋ยวไม่สวย

เรื่องสวยเรื่องงามนี่แม่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และมีเพลงที่ท่านร้องบ่อย ๆ จนกลายเป็นเพลงประจำตัว คือ “ถึงฉันแก่แล้ว ฉันก็อยากสวย… ใครจะทำไม” :D

หลังจากที่คุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้คนโตแล้ว ก็สรุปตรงกันว่าจะพาคุณแม่ไปชอปปิ้งที่แพลตตินัม ประตูน้ำ ที่จริงแม่ผมชวนเมียผมไปด้วย แต่เมียผมติดขึ้นเวร ตอนแรกว่าจะไปกันวันพฤหัสบดี ผมก็เลยว่าจะพาท่านไปเดินตั้งแต่ห้างเปิด จะได้มีเวลาเดินเลือกดู มองหา เปรียบเทียบก่อนซื้อตัวที่ชอบ แต่สุดท้ายเลื่อนนัดมาเป็นวันพุธ พี่ชายผมติดงาน ส่วนผมติดทำโปรเจคช่วงเช้าถึงบ่าย พี่สะใภ้คนโตจึงอาสาพาคุณแม่ไปเดินเลือกซื้อเสื้อกันหนาวก่อน แล้วผมค่อยตามไปตอนเย็น

ที่ผมตามไปตอนเย็น เพราะเป็นคำสั่งเมียให้พาคุณแม่ไปกินส้มตำที่แพลตตินัม เมียผมบอกว่าเห็นแม่ผมกินส้มตำบ่อย ช่วงไหนที่ท่านเบื่อ ๆ อาหารก็มักจะสั่งส้มตำมากิน และส้มตำที่แพลตตินัมก็อร่อยระดับโลก

ตอนที่ผมไปถึงคุณแม่ซื้อของเสร็จพอดี ผมจึงพาท่านขึ้นไปชั้น ๖ (ส่วนพี่สะใภ้ขอพาแม่ตัวกับหลานไปหาซื้อของต่อก่อนค่อยตามมา) เมื่อถึงชั้น ๖ หาที่นั่งให้แม่ได้แล้ว ผมก็ไปซื้อส้มตำปลากรอบ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง มานั่งกินกับแม่ ท่านกินคำแรกก็บอกว่าอร่อย รสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่เผ็ดเกินไป ไม่มีรสไหนอ่อนแก่กว่ากัน ท่านกินไปชมไป ลูกชายก็ได้หน้า เห็นแม่กินได้อย่างเอร็ดอร่อยก็ดีใจ ข้าวเหนียวที่ซื้อมาตอนแรกสามห่อ ผมซัดไปคนเดียวสองห่อแล้ว ข้าวเหนียวของแม่ก็ใกล้จะหมด ผมจึงวิ่งไปซื้อข้าวเหนียวมาเพิ่มอีกสองห่อ ตอนแรกแม่บอกว่าอิ่มแล้ว แต่ผมยัดข้าวเหนียวไปให้ท่านหนึ่งห่อ ท่านกินข้าวเหนียวห่อที่สองอีกเกือบครึ่ง และบอกว่าไม่เคยกินข้าวได้เยอะแบบนี้มาก่อน

เมื่อพี่สะใภ้ผมพาแม่กับหลานตัวตามขึ้นมา พวกเราก็กินกันใกล้เสร็จพอดี ผมก็รีบอวดว่าวันนี้คุณแม่กินข้าวได้เยอะล่ะ กินข้าวเหนียวกันสองคนห้าห่อแน่ะ แม่ผมพูดขึ้นมาว่า “ไอ้บ้า บอกเขาทำไม แม่อายนะ” แล้วก็ยิ้ม ๆ (ผมคิดในใจ แม่อาย แต่ผมอิ๊มอิ่ม) :D

ให้ความเห็น

« Newer Posts · Older Posts »
%d bloggers like this: