เอาบุญมาฝาก

คืนหนึ่ง หลังจากทำวัตรสวดมนตร์เย็น และปฏิบัติวิปัสสนากันเรียบร้อยแล้ว อาจารย์เจ้าอาวาสได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งแก่นักเรียนและญาติโยมในศาลา

ท่านเริ่มเรื่องว่า นักเรียนที่มาปฏิบัติธรรมในรอบนี้ นับว่าได้ทำบุญอย่างหนึ่ง (ท่านยังได้แจงให้ฟังด้วย ว่าสิ่งที่ทำแล้วได้บุญมีอะไรบ้าง เช่น การฟังธรรม ฯลฯ) แต่ตอนนี้นักเรียนทั้งหลายยังเป็นเด็ก อาจจะยังไม่รู้จักบุญ ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร ยังไม่ให้ความสนใจในการทำบุญ แต่ถ้าหากว่าไม่สนใจเสียแต่ตอนนี้ ระวังว่าพอแก่ตัวไปจะเหมือนตาแป๊ะพายเรือจ้างข้ามฟาก

ตาแป๊ะแกคอยรับจ้างพายเรือให้คนฝั่งนี้ ข้ามไปฝั่งโน้น และรับคนจากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ทุกวัน พอวันพระคนฝั่งนี้ก็ข้ามไปทำบุญที่วัดฝั่งโน้นกันเป็นประจำ เมื่อพวกเขาทำบุญกันเสร็จแล้ว ก็มาใช้บริการเรือตาแป๊ะข้ามฟากกลับมาบ้านของตน และแทบทุกคนจะบอกตาแป๊ะว่า “วันนี้ฉันไปทำบุญมา เอาบุญมาฝากแป๊ะด้วยนะ” ตาแป๊ะแกไม่รู้จักบุญ ไม่เคยสนใจ วันวันพายเรือเก็บตังค์อย่างเดียว จึงไม่เคยได้ร่วมอนุโมทนา สาธุ กับใครเขาทั้งสิ้น

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อเจ้าอาวาสจากวัดฝั่งโน้น ต้องเข้ามาทำธุระในเมืองฝั่งนี้ ท่านจึงใช้บริการเรือตาแป๊ะ พอข้ามฟากเรียบร้อยก็จ่ายสตางค์ แล้วไปทำธุระของท่าน ตาแป๊ะรับเงินหลวงพ่อมาแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า เกิดมาจนอายุปูนนี้ยังไม่เคยรู้จักบุญกับเขาเลย เดี๋ยวพอหลวงพ่อกลับจากทำธุระ มาใช้บริการเรือข้ามฟากจากแกอีก ก็จะไม่เอาสตางค์ล่ะ แต่จะขอบุญจากหลวงพ่อแทน

เวลาผ่านไปจนบ่ายแก่ๆ ใกล้ๆ เย็น หลวงพ่อกลับจากทำธุระ ลงเรือข้ามฟากตาแป๊ะกลับวัด พอจะขึ้นฝั่งก็ยื่นเงินค่าจ้างให้ตาแป๊ะ แต่คราวนี้ตาแป๊ะแกจำได้ว่าจะไม่เอาสตางค์ จะขอบุญจากหลวงพ่อแทน จึงบอกความต้องการแก่หลวงพ่อ ว่าอั๊วไม่เอาตังค์แล้ว จะขอบุญจากหลวงพ่อแทนแล้ว เพราะอยู่มาจนแก่ป่านนี้ยังไม่เคยเห็นบุญกับเขาสักที ตาแป๊ะคะยั้นคะยอจะเอาบุญจากหลวงพ่อให้ได้

หลวงพ่อไปทำธุระไม่ได้พกอะไรติดตัวไปด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจจะมีพระเครื่อง หรือหนังสือธรรมะติดย่ามไว้คอยแจกญาติโยม แต่สมัยก่อนนู้นเรื่องพระเครื่องยังไม่เป็นที่นิยม หนังสือธรรมะก็ไม่มีการตีพิมพ์แพร่หลาย หลวงพ่อก็ไม่รู้จะเอาอะไรให้ตาแป๊ะ หรือจะบอกตาแป๊ะอย่างไร เพราะตาแป๊ะแกไม่เคยรู้จักบุญมาก่อน แกเข้าใจว่า บุญเป็นอะไรที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ท่านจึงบอกให้ตาแป๊ะจอดเรือรอเดี๋ยว แล้วหันหลังให้ตาแป๊ะ เอานิ้วชี้ล้วงเข้ารูจมูก ควักขี้มูกออกมาได้ก้อนหนึ่ง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ปั้นขี้มูกเป็นก้อนกลมๆ กดๆ บีบๆ อัดๆ คลึงๆ ให้มันแน่นๆ หันกลับมายื่นใส่มือให้ตาแป๊ะ แล้วขึ้นจากเรือกลับวัดไป

ตาแป๊ะรับก้อนบุญมาพิจารณาดูแล้ว บ่นว่า “บุญนี่มันยังไง เล็กนิดเดียว” ก่อนจะนำบุญก้อนนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ พายเรือรับจ้างต่อไปสักพัก ต้องก้มๆ เงยๆ แกก็กลัวว่าบุญที่ได้รับจากหลวงพ่อมาจะหล่นหาย จึงนำออกมาเหน็บไว้ที่ชายพกผ้าขาวม้า ช่วงไหนที่เรือจอดรอคน แกก็นำบุญออกมาดู มาพิจารณา เพราะเป็นสิ่งที่แกอยากรู้ พอพายเรือไปอีกสักพัก ฟ้าใกล้มืด แกก็กลัวว่าบุญจะหายอีก เพราะก้อนมันเล็ก ถ้าทำหล่นไปเดี๋ยวจะมองไม่เห็น หาไม่เจอ คราวนี้แกอยากมั่นใจว่าบุญจะไม่หายแน่นอน จึงเอาเข้าปากอม พอก้อนบุญถูกลิ้น แกก็บ่นว่า “บุญนี้มันยังไง เค็มจริง”

Advertisements

2 ความเห็น »

  1. thep said

    ฟังดูฮา ๆ แต่มุขลึกจริง ๆ ครับ ถ้าคิดดูดี ๆ โดยเฉพาะในสังคมวิทยาศาสตร์-เศรษฐศาสตร์สุดโต่งอย่างทุกวันนี้

    • noistuff said

      ตอนนั่งฟังท่านเล่า ผมนึกตอนจบไม่ออกเลยว่าจะเป็นแบบไหน :D

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: