ปลายปีที่แล้ว ผมกำลังเดินข้ามถนนช่วงสุดท้าย ก่อนถึงบ้าน มันเป็นถนนเล็กๆ ขนาด ๓ เลน ตรงที่ผมข้ามเป็นทางม้าลาย และมีสัญญาณไฟจราจรซึ่งแสดงสีแดงมาได้สักพักแล้ว มีรถจอด และหยุดสนิทหลังเส้นทางข้ามแล้วทั้งสองเลน เหลือเพียงเลนฝั่งที่อยู่ใกล้ตัวผมที่สุดยังคงว่างอยู่
ผมก้าวเท้าลงจากฟุตบาทเพื่อจะข้ามถนน ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง บอกให้ผมมองไปทางขวา เห็นรถนิสสันสีขาวรุ่นเก่าคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง สมองสั่งงานให้เท้าขวาดีดตัวกลับขึ้นมายืนบนฟุตบาทแบบเฉียดฉิว หากช้าไปอีกเพียงวินาที ผมคงตาย หรือได้ไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว
รถนิสสันคันนั้นต้องหยุดเพราะการจราจรติดขัดอยู่ในถนนข้างหน้า ห่างไปไม่กี่เมตร ผมไม่ได้เดินไปเอาเรื่อง ไม่ได้ควานหากล้องขึ้นมาถ่ายทะเบียนรถไว้ เพราะวินาทีนั้นผมรู้สึกว่าผมตายไปแล้ว
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมโดนฝนปรอยแค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีในตอนเย็น ก่อนจะกลับเข้ามาใต้อาคารและควานหาร่มมากางเพื่อเดินทางต่อไป
วันจันทร์ช่วงบ่ายผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย พอเสร็จงานลง CentOS ให้ที่ออฟฟิศทองหล่อครบ ๑๓ เครื่องก็กลับบ้านทันที
วันอังคารตอนเช้า รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย กินยาแล้วพอเย็นก็กลับมาบ้าน ตั้งใจว่าจะไปหาหมอวีระแถวศาลเจ้าพ่อเสือ ให้ฉีดยาสักเข็มตอนค่ำ แต่ยังไม่ทันจะหกโมงเย็น ไข้ผมก็ขึ้น คอแห้งผาก เจ็บคอ และไม่มีเสียง ผมอดทนรอจนถึงเวลาคลีนิคหมอเปิด แล้วไปนั่งรอคิวเรียกอีกหนึ่งชั่วโมง
ตลอดเวลาตั้งแต่รู้สึกตัวว่าไม่สบายมาก จนถึงก่อนหมอเรียกตรวจ ผมรู้สึกแสบร้อนทั้งตัว และคิดว่า หากนี่เป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังจะตาย เราจะทนสภาพแบบนี้ได้หรือไม่ เราจะสามารถกำหนดสติให้ไม่ทุกข์ไปกับกายเนื้อนี้ได้หรือไม่ แล้วพยายามกำหนดสติดู
เมื่อตรวจแล้ว คุณหมอบอกว่า ผมจำเป็นต้องพักงานสองวัน เพราะโอกาสที่เชื้อจะลงไปหลอดลมและปอดมีสูง จึงต้องพักผ่อนมากๆ
ลองพิจารณาดูแล้ว เห็นว่า ความตายมันอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมจริงๆ ยิ่งถ้าลองนึกย้อนไปในอดีต ผมก็เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง ไม่รู้ว่าหากเป็นแมวเก้าชีวิต ผมจะมีชีวิตเหลืออีกสักเท่าไหร่ … อย่าประมาณในชีวิตกันนะครับ :)
/me ที่นอนก็เตรียมไว้แค่เอื้อมนี้เองเหมือนกัน ไปนอนก่อนละครับ ;)