Archive for ธันวาคม, 2006

Tired

ช่วงนี้รู้สึกเพลียๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการเพลียสะสมจากการที่ต้องตื่นเช้าติดต่อกันหลายวันหรือเปล่า

อาการที่ว่าจะเริ่มช่วงเย็น คือจะรู้สึกหมดแรง อยากนั่งพัก (และคิดว่าถ้าได้นอนเลยยิ่งดี) แฟนผมบอกว่าอาจจะเป็นอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า “ไฮโปฯ” (จำชื่อยาวๆ ไม่ได้) มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผมมีอาการ “ไฮเปอร์ฯ” ก่อน (คือรู้สึกสนุกสนาน เล่นซุกซน ส่งเสียงดัง ฯลฯ)

จากนั้นพอสี่ทุ่มกว่าๆ ปุ๊บ มันง่วงจะหลับเสียให้ได้ … เมื่อตอนที่ไปกินติ่มซำกันล่าสุด ชาครีย์ก็ถามผมเหมือนกันว่าทำไมขอบตาคล้ำๆ ดำๆ เหมือนหมีแพนด้า ผมก็บอกว่าวันก่อนผมนอนทั้งวัน (ซึ่งไม่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้ขอบตาดำ)

คืนก่อน เข้านอนตอนเกือบจะห้าทุ่มเล็กน้อย แล้วตื่นขึ้นมาเองตอนตีห้าตรงแหน่ว จากนั้นก็นอนไม่หลับอีก จนกระทั่งได้เวลาไปทำงาน

เมื่อวานออกไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านกินลมชมสะพาน กลับมาถึงบ้านสามทุ่มกว่า ปรากฏว่ายังไม่ทันจะห้าทุ่ม ผมก็หลับยาว มาตื่นตอนที่นาฬิกาปลุกตีห้าครึ่งเช้านี้ (แถมยังไม่อยากจะลุกอีกต่างหาก)

ตอนกลางวันเข้าห้องน้ำแล้วมองเห็นขอบตาล่างคล้ำๆ ดำๆ ทั้งสองข้าง ก็แปลกใจว่าเรานอนไปประมาณเจ็ดชั่วโมง แล้วทำไมขอบตาคล้ำ ??

เคยอ่านหนังสือเรื่อง “ภารกิจเลือด” มีตอนหนึ่งบรรยายอาการของคนเป็นโรคหัวใจ และพักผ่อนไม่พอว่าขอบตาคล้ำ

นี่ถ้าผมเป็นโรคหัวใจจริง คงต้องไปบ่นคนที่เอาหัวใจเราไปดูแลซะแล้ว เพราะว่าหัวใจของผมน่ะ “… ฝากให้เธอเลี้ยงดู ให้อยู่กะเธอแล้วกัน …” :D

/me แต่ “เธอ” บอกว่า นี่แหละเป็นอาการของคนแก่ชัดๆ -_-”

ข้อคิดเห็น (2)

Rejected

วันนี้ผมถูกปฏิเสธ …

ที่จริงผมตั้งใจจะไปบริจาคโลหิตตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม เพราะนอกจากจะเป็นวันพ่อแล้ว ยังเป็นวันที่มีคนนำอาหาร และขนมหวานมาเลี้ยงอย่างคับคั่ง :D (แฟนผมเรียกอาการนี้ว่า “เห็นแก่กิน”)

แต่เนื่องจากวันก่อนที่ไปกินติ่มซำกับเพื่อนๆ แบบอิ่มมากๆ อีกทั้งก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ถ่ายมาหลายวัน ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านหลังการกินติ่มซำแล้ว ผมก็ถ่ายพรวด ถ่ายพรวดข้ามมาจนถึงเมื่อวานนี้ จึงไม่ได้ไปบริจาคโลหิต (แฟนผมเรียกอาการนี้ว่า “สมน้ำหน้า”)

เช้านี้มีงานเข้ามาไม่เยอะ แต่ผมยุ่งมาก ต้องโทรศัพท์ติดต่อเรื่องโน้น เรื่องนี้ตลอดทั้งเช้า จากนั้นก็ถึงคราวที่ต้องนั่งคอยอีเมลในช่วงบ่าย จึงตัดสินใจว่า ไปบริจาคโลหิตดีกว่า แล้วค่อยกลับมาเช็คอีเมลที่บ้านตอนเย็น

ก่อนจะไปสภากาชาด ผมก็ไปทำธุระเรื่องโอนเงินทางธนาคาร ให้คนโน้น องค์กรนี้ อีกทั้งจ่ายหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็กินเวลาไปจนถึงตอนบ่าย

กว่าจะฝ่าการจราจรติดขัดไปถึงโรงพยาบาลจุฬา ก็เกือบบ่ายสอง อากาศก็ร้อน แล้วยังต้องเดินต่อไปสภากาชาดที่แยกอังรีดูนัง ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อย

เมื่อไปถึงสภากาชาด ก็ต้องกรอกแบบฟอร์มบริจาคโลหิต พอกรอกมาถึงข้อ ๖. เขาถามว่า มีอาการท้องเสียหรือท้องร่วงในช่วง ๗ วันที่ผ่านมาหรือไม่ … ผมกะจะตอบว่า “ไม่” เพราะคิดว่าไอ้ที่เราเป็นเมื่อวานซืนต่อมาจนถึงเมื่อวาน มันเป็นอาการของคนตะกละมากกว่า แต่ไม่อยากโกหก จึงตอบว่า “ใช่” คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า อาการขี้แตกของผมมันเกิดจากการกินมากเกินไป

กรอกแบบฟอร์มเสร็จแล้ว ก็ไปดื่มน้ำ ช่วยให้หายเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็มานั่งตากแอร์เย็นๆ รอเขาเรียกคิว หมายเลขที่ผมได้คือ ๔๗๑ แต่คิวที่เขากำลังเรียกอยู่ขณะนั้น คือ สี่ร้อยสิบกว่าๆ … จากนั้นผมก็นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งรอ จากนั้นก็ฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงพกพา จากนั้นก็ยังคงเคี้ยวหมากฝรั่งแจ๊บๆ นั่งตากแอร์เย็นๆ แล้วในที่สุดผมก็นั่งหลับอ้าปากหวอ …

มาสะดุ้งตกใจตื่น ตอนที่เขาเรียกคิวสี่ร้อยสี่สิบกว่าๆ (อายผู้คนฉิบฯ เพราะตำแหน่งที่ผมนั่งคือด้านหน้าสุด หันไปทางกลุ่มคนมหาศาลที่รอเรียกคิวอยู่อีกฟากหนึ่ง) ตอนนี้ชักจะรู้สึกว่าไว้มาบริจาควันอื่นดีกว่า เพราะท่าทางเราจะเหนื่อยเกินไป (อายด้วย ยิ่งอยู่นานจะยิ่งอาย แบบทำอะไรไม่ถูก)

ผมตัดสินใจนั่งรอเขาเรียกคิวต่อไป นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งต่อไป นั่งทำเป็นเนียนและพยายามฝืนตาไว้ไม่ให้หลับ … จนกระทั่งถึงคิวผม

พอเข้าไปถึง ผมก็รีบชี้แจงให้พี่เจ้าหน้าที่ทราบว่า ที่ผมท้องเสียเป็นเพราะผมกินมากไป แต่พี่เขาบอกว่าไม่ได้ เขากลัวว่าจะยังคงมีเชื้ออยู่ และมันจะไม่เป็นผลดีกับผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตจากเราไป ให้รออีกเจ็ดวัน แล้วค่อยมาบริจาคใหม่ … ผมจึงถูกปฏิเสธ ต้องกลับออกมาแบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ

ที่จริงผมรู้สึกเพลีย อยากกลับบ้าน แต่คิดว่าไหนๆ ก็มาถึงแถวนี้แล้ว ไปนั่งรอแฟนเลิกงานดีกว่า ผมจึงเดินไปรอบริเวณใต้ตึกที่เธอทำงาน

ผมต้องรออยู่นานเพราะวันนี้เธอเลิกงานช้า หลังจากที่เธออาบน้ำ เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เธอก็ชวนไปกินอาหารที่ MBK เราเดินทางไปด้วยรถไฟฟ้า BTS

ขบวนที่เราเข้าไปนั้น มีคนยืนอยู่แน่นมาก เพราะเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นเล็กน้อย ในรถแน่นขนาดที่ว่า แฟนผมไม่สามารถจับราวด้านบน หรือจับอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวใดๆ ส่วนตัวผมสามารถใช้มือขวาจับราวด้านบนไว้ได้ จึงใช้มือซ้ายกุมมือเธอไว้ข้างหนึ่ง เธอยืนหันหน้าไปด้านข้าง ผมจ้องมองใบหน้าด้านขวาของเธอ นานๆ เข้าเธอก็หันมาแลบลิ้นทำหน้าเบี้ยวใส่ผมทีหนึ่ง

คุณเคยมีความรู้สึกไหมว่า บางครั้งมันเป็น “The moment” คือจังหวะที่ดีที่เราน่าจะได้กระทำบางสิ่งมากที่สุด …

ผมมองใบหน้าด้านข้างของเธอ ฉากหลังเป็นผู้คนมากมายใส่เสื้อเหลืองเต็มขบวนรถไฟฟ้า มือผมกุมมือเธอไว้ที่ระดับอก .. ณ เวลานั้น ผมอยากโน้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเธอว่า “พี่รักหนูครับ แต่งงานกับพี่นะ”

แต่ … ตอนนั้นผมไม่มีแหวน ไม่มีวัตถุใดๆ ที่จะสามารถสวมนิ้วเธอได้ และที่สำคัญ ผมกลัวเธอตอบกลับมาว่า

“ยี้ คนขี้แตก ไปรออีกเจ็ดวันค่อยกลับมาขอเค้าแต่งงานใหม่นะ”

ข้อคิดเห็น (2)

ทรงพระเจริญ

ค่ำนี้แฟนพาผมไปจุดเทียนชัยถวายพระพรที่บริเวณสนามหลวง พวกเรายืนอยู่ตรงหน้ากระทรวงกลาโหม และคอยแจกจ่ายเทียนเล่มน้อยๆ ที่ซื้อมาเผื่อให้กับคนที่ผ่านไปมาแต่ไม่ได้เตรียมเทียนมาด้วย

มีผู้คนไปร่วมงานมากมายจริงๆ เห็นแล้วตื้นตันใจ

ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย มีพ่อหลวงปกเกล้าปกกระหม่อม …

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

Comments (1)

ติ่มซำ

คืนนี้มีนัดไปกินติ่มซำกับเพื่อนๆ รวมทั้งหมดแปดคน … หนุ่ย ปลา ชาครีย์ เล็ก เจี๊ยบ โอ๋ และน้องเจี๊ยบ

เป็นการรวมตัวที่ได้เยอะมากๆ อีกครั้ง ค่ำคืนนี้จึงต้องมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น …

ที่ร้านติ่มซำ เดอะ แคนตั้น เฮ้าส์ บริเวณแยกเฉลิมบุรี ตรงข้ามหูฉลามไชน่าทาวน์สกาล่า มีถ้วย จาน ชาม ถาด ตกพื้นดังลั่นสนั่นร้านรวมทั้งหมด ๕ ครั้ง ในระยะเวลาที่นั่งกินกันประมาณสองชั่วโมงกว่า เป็นลูกค้าทำบ้าง เป็นพนักงานทำบ้าง เออ ได้บรรยากาศตื่นเต้นไปอีกแบบ :)

หนุ่ยกับผม ชอบกินติ่มซำที่นี่มาก หลังจากที่พวกเราไปกินกันทุกเดือน ก็เริ่มชวนเพื่อนคนอื่นๆ มากินบ้าง นัดกันได้คนสองคนบ้าง นัดใครไม่ได้เลยบ้าง (แล้วก็มานั่งกินกันสองคน) คนที่เคยมากินแล้วก็ติดใจ อยากกลับมากินอีก จนกระทั่งถึงคราวที่นัดเจี๊ยบมากินที่นี่ได้ ปกติเจี๊ยบจะเป็นคนที่มักจะบ่นใส่หนุ่ยกับผมว่า “พวกเธอชอบนัดไปกินอาหารร้านเดิมๆ ชั้นเบื่อจะแย่” แต่เมื่อเจี๊ยบได้มาลิ้มชิมรสติ่มซำที่นี่แล้ว คราวนี้กลับเป็นฝ่ายเจาะจงเลือกร้านนี้เอง …

เพื่อนหลายคนที่เคยไปกินติ่มซำร้านอื่นมาก่อน (ร้านที่ติ่มซำราคาเข่งละ ๑๕ บาทเท่ากัน) ก็จะพูดเหมือนกันว่า “ที่นี่อร่อยกว่า”

คืนนี้พวกเราซัดอาหารกันไปหลายชนิด และแซวกันว่า “กินเผื่อพรุ่งนี้ เพราะเป็นวันหยุด จะได้นอนได้ทั้งวันไม่ต้องไปไหน”

ตอนแยกย้ายกันกลับ ผมขึ้นรถแอร์สาย ๒๕ เมื่อชำระค่ารถเมล์แล้ว สิ่งต่อมาที่ผมทำคือการขยับเข็มขัด เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้พุงหายใจได้สะดวกขึ้น :D

ความคิดเห็น

เสือคืนถ้ำ

ผมเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนวัดสระเกศ มีชื่อย่อโรงเรียนปักด้วยด้ายสีน้ำเงินบนอกเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นว่า ส. มีคำขวัญประจำโรงเรียนคือ “สุสฺสูสํ ลภเตปญฺญํ” แปลเป็นไทยได้ว่า “การฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา”

การแต่งกายปัจจุบันถ้าเป็นนักเรียน ม.ต้น จะยังคงใส่กางเกงสีกากี (classic form) แต่นักเรียน ม.ปลาย เดี๋ยวนี้ใส่กางเกงดำกันแล้ว ส่วนเสื้อพละ จะเป็นเสื้อเชิ้ตสีม่วงทั้งตัว เพราะเรามีสีประจำโรงเรียน คือ “ม่วง-เขียว”

ชื่อย่อโรงเรียนที่เป็น ส. ตัวเดียวโล้นๆ จะซ้ำกับ โรงเรียนสวนสุนันทา จึงมีการทำให้แตกต่างกันคือ โรงเรียนสวนสุนันทาจะมีชฎาครอบอยู่บนตัว ส. แต่โรงเรียนวัดสระเกศจะเป็น ภูเขาทอง

ผมมักจะบอกใครๆ อย่างภาคภูมิใจว่า โรงเรียนผมเจ๋ง เพราะมีภูเขาทองเป็นของตัวเอง มีงานฉลองภูเขาทองประจำปีอีกต่างหาก ไม่มีโรงเรียนไหนเหมือน :D

เนื่องจากโรงเรียนของเราใช้ชื่อย่อโรงเรียนว่า ส. พวกเราจึงเรียกตัวเองว่า ลูก ส. หรือเป็น เสือ เหมือนในเพลงมาร์ชประจำโรงเรียนชื่อ มาร์ชลูก ส.

พวกเราเหล่าลูกส. สมัครสมาน
มาร่วมกิจการ พวกเราสำราญ พวกเราเฮฮา
สามัคคีน้อมนำ ร่วมรักร่วมใจกันมา
จวบจนแผ่นดินกลบหน้าถึงตาย
เกียรติของเรา เรารักษาทุกเมื่อ
ดุจดั่งชาติเสือรักลาย
เราบุกศัตรูสู้ตาย เราเป็นชาติเสือ เชื้อชาย
หากว่าตายก็ตาย อย่างชายชาตรี

เมื่อคืนวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนมีงานสังสรรค์นักเรียนเก่าประจำปี มีชื่อเรียกงานอย่างเท่ว่า “งานเสือคืนถ้ำ” ผมได้ไปร่วมงานด้วย เป็นครั้งที่สองตั้งแต่เรียนจบมา เพราะส่วนใหญ่จะไม่ทราบข่าว พอผ่านไปแถวโรงเรียนแล้วจึงเห็นป้ายผ้าประกาศว่ามีงานเสือคืนถ้ำ แต่วันจัดงานก็จะผ่านไปแล้ว โชคดีที่ผมคอยติดตามข่าวเสือคืนถ้ำครั้งนี้ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านทางกระดานข่าวศิษย์เก่าโรงเรียนวัดสระเกศ ที่รุ่นน้องคนหนึ่งดูแลอยู่

ทั้งๆ ที่สมัยก่อนผมได้กลับไปโรงเรียนบ่อยๆ เพราะบ้านผมอยู่ใกล้ และผมคิดถึงอาจารย์ กับบรรยายกาศเก่าๆ สมัยที่เรียนหนังสือที่นั่น แต่เมื่อคืนผมมีความรู้สึกว่า โรงเรียนของเราเล็กลงกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะโต๊ะจีนวางอยู่เต็มพื้นที่สนามสี่เหลี่ยมคางหมูเล็กๆ และใต้อาคารเรียนเก่าจนเต็ม

ผมไม่ได้โทรนัดเพื่อนๆ ในห้องไปงานนี้ เพราะเพื่อนๆ เคยบอกว่าเบื่อบรรยากาศคนเยอะ ไม่รู้จักใคร ฯลฯ แต่เมื่อคืนผมไปเจอเพื่อนในห้องคนหนึ่งที่หน้างาน ทวีศักดิ์ เป็นเพื่อนร่วมห้องตั้งแต่ ม.๔ ถึง ม.๖ (ตอนเรียน ม.๖ ห้องเราไปรวมกับห้องอื่นๆ ภาคเรียนละห้อง แต่เราไม่ค่อยเรียกว่าเรียนห้องเดียวกันเท่าไหร่) เขามาแบบไม่ได้นัดแนะใครเหมือนกัน พวกเราได้นั่งร่วมโต๊ะกับอาจารย์พรพรรณ สังข์โพธิ์ ซึ่งที่ปรึกษาประจำห้องเราตอน ม.๕ และ ม.๖ ทั้งสองปี โดยจะมีอาจารย์ท่านอื่นเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมด้วย ได้แก่ อาจารย์พูลทอง ปิยสวัสดิ์ และอาจารย์ศิริพร แก้วปู่ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมตอน ม.๕ และ ม.๖ ตามลำดับ

นอกจากอาจารย์พรพรรณ จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเราแล้ว สมัย ม.๕ ผมได้ขออนุญาตอาจารย์ ให้ลูกคนเดียวของท่านมาเป็นน้องสาวของผมด้วย และเป็นน้องที่ผมรักมากที่สุด ผมจึงค่อนข้างสนิทสนมกับอาจารย์และครอบครัวเป็นพิเศษ

บรรดานักเรียนเก่าที่ไปร่วมงานเสือคืนถ้ำเมื่อคืนนี้มีกันหลายรุ่น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพี่รุ่นเก่าๆ มากๆ กับน้องที่เพิ่งเรียนจบไปไม่นาน ส่วนบรรดาเสือรุ่นวัยทำงาน ไม่ค่อยได้คืนถ้ำกันเท่าไหร่ คาดว่าจะเป็นวัยที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก คงยุ่งอยู่กับการล่าอาหารเลี้ยงตัวและครอบครัว

ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ ผมเคยตั้งใจว่าจะไปร่วมงานเสือคืนถ้ำทุกปี แต่เพิ่งจะทำได้แค่สองครั้ง เนื่องจากไม่ทราบข่าวบ้าง ไปอยู่ต่างจังหวัดบ้าง ไปอยู่ต่างประเทศบ้าง แต่คาดว่าต่อไปนี้ ผมคงไม่พลาดอีกแล้วล่ะ เพราะผมดีใจที่ได้ไปเจอเพื่อนร่วมห้อง ได้เจอเพื่อนต่างห้องที่ผมสนิท (เพราะการรวมห้องกันสมัย ม.๖) ได้พูดคุยถามข่าวคราวความเป็นไปในชีวิตของแต่ละคน ได้ย้อนอดีตบอกเล่าเรื่องราวคราวที่ยังนุ่งกางเกงขาสั้น ได้พบอาจารย์ที่เคารพ ได้กลับไปยังสถานที่ที่ให้โอกาสผมกลับตัวเป็นคนที่ดีขึ้น มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมมากขึ้น งานเสือคืนถ้ำจึงทำให้ผมมีเรี่ยวแรงในการดำเนินชีวิตต่อไป :)

ความคิดเห็น

« หน้าที่แล้ว · รายการถัดไป»