Archive for กรกฎาคม, 2004

กำลังอ่าน Da Vinci Code อยู่

เริ่มอ่านอย่างจริงจังเป็นวันที่สาม (ยังไม่จบสักที)

====
เมื่อวานซืนได้จับมือกับคนดัง คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน แวะมาเยี่ยมที่ร้าน เลยขอจับมือซะเลย (คงได้โอกาสนี้โอกาสเดียวนี่แหละ)

====
ไปอ่านหนังสือต่อหล่ะ (ตื่นเต้น อยากอ่านให้จบไวๆ)

ความคิดเห็น

รายจ่ายที่คาดไม่ถึง

เมื่อคืนวานเครื่องปรับอากาศในร้านมีเสียงดังแปลกๆ สักพักก็กลับมาเป็นปกติ … แล้วอยู่ๆ ก็ไม่เย็น แต่เห็นว่าใกล้จะปิดร้านแล้ว เลยไม่ได้สนใจ (นึกว่ามันเป็นน้ำแข็งเหมือนเดิม)

เช้านี้ หลังจากไปซื้อทีวีสี LG ยี่สิบเอ็ดนิ้ว กับหม้อหุงข้าวขนาด ๑.๘ ลิตรใบใหม่ให้คุณแม่ (เงินคุณแม่นั่นแหละ แต่เราเป็นคนไปเลือกซื้อให้) กลับมาเปิดร้าน เปิดแอร์ … หน้าปัทม์แสดงอุณหภูมิห้องของเครื่องปรับอากาศแสดงอยู่ที่ ๓๐ องศาเซลเซียส หนึ่งชั่วโมงผ่านไป มันก็ยังคงเป็นสามสิบเหมือนเดิม ชักผิดปกติแล้วสิ … ตั้งค่าอุณหภูมิใหม่ จาก ๒๖ เป็น ๒๐ มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น …

ตัดสินใจค้นหานามบัตรร้านเครื่องปรับอากาศแถวบ้าน โทรไปตามช่างดีกว่า พอช่างแอร์มาถึง ตรวจสอบสภาพแล้วปรากฏว่า ลูกยางที่ป้องกันการเสียดสีของท่อแอร์กับโครงแอร์ ที่อยู่ภายนอกอาคารมันเปื่อยและขาด ทำให้ท่อส่งน้ำยาแอร์ตีกับโครงแล้วเกิดการรั่ว น้ำยาแอร์จึงออกมาหมด

มิน่า คุณป้าเจ้าของบ้านเคยทักว่าแอร์เรา (เครื่องคอมเพรสเซอร์ข้างนอก) ส่งเสียงแปลกๆ เมื่อครั้งที่ช่างมาทำความสะอาดให้สองเดือนก่อน ไอ้เราก็ไม่รู้สาเหตุ แถมไม่ตามช่างมาดูด้วย เพราะนึกว่าเครื่องมันฟิต เลยส่งเสียงเร่าร้อนแรงอย่างนั้น (ไม่น่าเลยตู)

ช่างขอกลับไปถามราคาค่าซ่อมแซมก่อน แล้วจะให้ทางร้านโทรมาแจ้งค่าบริการ สรุปค่าใช้จ่ายที่ทางร้านแจ้งมาอยู่ที่สามพันสามร้อยเจ็ดสิบห้าบาท … เราอึ้งไปเลย เพราะกะว่าเชื่อมท่อ(ที่เล็กกว่านิ้วก้อยเราอีก)แค่นี้บวกค่าน้ำยาแอร์น่าจะอยู่ราวๆ หนึ่งพัน ถึง หนึ่งพันห้าร้อยบาท แต่ราคาที่เขาเสนอมาเกินสิ่งที่เราคาดเอาไว้เยอะ ขอต่อรองราคาลงมาอยู่ที่ สามพันสองร้อยบาทถ้วน …

สงสัยว่าเดือนนี้บัญชีจะมีตัวแดงสะสมอีกแล้ว (เซ็งโคตร กะว่าเดือนนี้จะมีบวกสักห้าร้อยบาทนะเนี่ยะ … เฮ้อ ท่าทางว่าจะเป็นสถิติบัญชีติดลบต่อเนื่องยาวนานอันใหม่)

ความคิดเห็น

ฯลฯ

นิตยสารที่น่ารักที่สุดในโลก ชื่อ ฯลฯ (ไปยาลใหญ่)

ผมเคยเป็นสมาชิกนิตยสารนี้ สมัยที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย และหมดอายุสมาชิกสมัยขึ้นมหาวิทยาลัย แล้วไม่ได้ต่ออายุ เพราะไปเรียนไกลถึงขอนแก่น … จากนั้นไม่นาน สำนักพิมพ์ศิษย์สะดือก็เลิกกิจการไป …

จำได้ว่าซื้อ ฯลฯ ฉบับแรก คือ ฉบับรักชาติ (ถ้าจำไม่ผิด เป็นปีที่ ๑ ฉบับที่ ๗ อ้อ จำไม่ผิดแน่ๆ เพราะตะกี้แอบไปตรวจสอบที่เว็บของ ฯลฯ มาแล้ว) … ส่วนที่ชอบมากๆ คือสันปกที่มักจะมีอะไรกวนๆ พิมพ์ติดไว้ เรียกว่าหลังจากดูปกหน้า ปกหลังจนเต็มอิ่มแล้ว ก่อนที่จะเปิดอ่านหน้าใน ต้องอ่านสันปกก่อน

จากโรงเรียนวัดสระเกศ (โรงเรียนมัธยมปลายของผม) ก็สามารถขึ้นสาย ๘ ไปสุดสาย แล้วเดินต่ออีกหน่อยเพื่อไปที่สำนักพิมพ์ศิษย์สะดือ … และผมก็เคยแวะไปเยื่ยมสองสามครั้ง

ผมเริ่มเขียนเลขไทยในเอกสารส่วนตัวจริงๆ จังๆ ก็เพราะ ฯลฯ และเคยได้รับหนังสือ รีรีข้าวสาร เป็นของรางวัลในการส่งกลอนเปล่าเข้าไปร่วมสนุก และได้รับตีพิมพ์ในคอลัมน์ หน้านี้พี่หมีควายคุม

ตอนที่มีละครเวที ครั้งแรกเรื่อง ความรักของมาลัยในห้อง ไอ.ซี.ยู ผมไม่ได้ไปดู แต่ได้ซื้อเสื้อยืดมาใส่ และหายไปตอนเรียนอยู่ปีหนึ่ง ส่วนละครเวทีครั้งที่สองเรื่อง บริษัทกำจัดฝันจำกัด ผมซื้อตั๋วสองครั้ง … ครั้งละสองใบ แต่ได้ดูรอบเดียว (รอบแรกเพื่อนเบี้ยว เลยต้องขายตั๋วออกไป แล้วก็ขายได้แค่ใบเดียว)

สองสามปีก่อน เคยหลุดเข้าไปในเว็บ ฯลฯ ผมดีใจมาก เหมือนได้เจอเพื่อนเก่า และมีโอกาสบอก url ให้ลูกค้าคนหนึ่ง หลังจากที่เราได้คุยกันถึงเรื่องนิตยสาร ฯลฯ จนในที่สุดก็ได้นิยามว่าพวกเราคือ คนรุ่น ฯลฯ

เคยได้ยินหลายๆ คนบอกว่า นิตยสาร a day คือ ฯลฯ ของคนยุคปัจจุบัน ผมจึงลองซื้อมาอ่าน เล่มแรก หน้าปกโดเรมอน … อ่านแล้วไม่ประทับใจ ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่ผมเคยได้รับจาก ฯลฯ ถ้าจะเทียบนิตยสารทั้งสองนี้เป็น แฮมเบอร์เกอร์ แล้วละก็ ความอร่อยของ ฯลฯ คือ เบอร์เกอร์คิง ส่วน a day เป็นเพียง แม็คโดนัล เท่านั้น ที่จริงมันอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์และวัยที่มากขึ้นของผม จึงทำให้การเสพนิตยสารได้อรรถรสที่แตกต่างกันออกไป

เช้านี้เดินผ่านร้านหนังสือ เห็น a day หน้าปก ฯลฯ และมีนิตยสาร ฯลฯ ฉบับจำลองแถมมาด้วย ผมจึงควักกระเป๋าซื้อ a day เป็นเล่มที่สองในชีวิต … และเปิดอ่าน ฯลฯ ฉบับจำลอง เป็นลำดับแรก (อย่างคร่าวๆ) … ส่วน a day ยังไม่ได้อ่าน

ผมอยากขอบคุณนิตยสาร a day ที่นำ ฯลฯ กลับมาให้หายคิดถึงอีกครั้ง ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้อ่านนิตยสารของคุณก็เถอะ

ข้อคิดเห็น (7)

เพลงที่ชอบ เพลงหนึ่ง

สู้

เนื้อร้อง, ทำนอง ปฐมพงค์ สมบัติพิบูลย์ (หิน เหล็ก ไฟ)

กระโจนทยานไปบนเส้นทาง มุ่งตามความฝันยิ่งโหญ่
สยบฝันให้กลายเป็นผง
เผชิญความจริง แหลมคมแห่งปัญหา
ทิ่มแทงฝากแผลไว้ว่า มันไม่ง่ายดายดังฝัน

เจอแล้วใจอย่าท้อ รออดทนอีกหน่อย
บางครั้งกำลังจะดี ดันกลับกลายมาพังทลาย
มันเป็นเพียงบทท้า พิสูจน์ใจของคุณเท่านั้น
ใช่ว่าชีวิตจะส้ัน ยังมีวันอย่าฝันสลาย

ประตูทองแดง สร้างเชื่อมกำแพงหิน
สูงเกินกว่านกจะบินข้ามไปที่ใจมุ่งหมาย
พยายามสำเร็จจะตามมา
ทำมันให้ดีสมค่า เวลามาถึงแล้ว

มิใช่เกิดมาเพื่อแพ้ แน่จงลุยต่อไป
อย่ามัวรอดวงชะตา ความสำเร็จมาเองหรือไง
มันต้องสูญต้องเสีย ต้องแลกเปลี่ยนไป จึงได้มา
นี่แหละคือคุณค่า เป็นตำรานอกมหา’ลัย

สู้ สู้ สู้ หรือจะยอมแพ้ สู้ สู้ สู้ หรือจะยอมแพ้

ความคิดเห็น

เอาสิ แน่จริงหายอีกสิ

ขู่มันไว้ก่อน (เจ้า blogspot นี่แหละ) เผื่อว่ามันจะทำตัวดีขึ้น

เหมือนอย่างคอมพิวเตอร์ที่ร้าน (เครื่องที่เป็นวินโดวส์นั่นแหละ) พอรวนมากๆ แล้วตั้งใจจะฟอร์แมท มันก็จะทำตัวดีขึ้นมาอย่างทันตาทีเดียว ใช้งานได้ดีไปอีกสามสี่วัน ก็รวนอีก ต้องขู่กันบ่อยๆ

เจ็ดวันที่ผ่านมา ฟอร์แมทเครื่องวินโดวส์ไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบ … แบบว่าหลังๆ ไม่ขู่แล้ว จับฟอร์แมทเลย ส่วนจำนวนรอบที่มีมาก เป็นเพราะลืมวิธี และขั้นตอนในการติดตั้ง (พวก drivers ต่างๆ ต้องลงตามขั้นตอนนะ ไม่อย่างนั้น แฮงค์กระจาย) แล้วขี้เกียจมาแก้ปัญหา เลยใช้วิธีฟอร์แมทนี่แหละ ไวที่สุดแล้ว

====
มะนาว เจ็ดสิบลูก สิบบาท … ซึ้อมาถุงนึง แบ่งให้พี่ร้านเน็ตใกล้ๆ กัน และแนะนำวิธีทำน้ำผึ้งผสมมะนาว พี่เขาเลยแบ่งน้ำผึ้งมาให้ถุงนึง (ประมาณว่าทำน้ำผึ้งผสมมะนาวได้เกือบสิบแก้ว)

มะนาวถูก ไข่แพง .. อยากกินไข่เจียวหมูสับ แต่กลัวได้น้อย (กลัวเขาใส่ไข่ให้แค่ เศษสามส่วนสี่ฟอง ขยักไว้ขายต่ออีกหน่อยนึง)

====
เมื่อวานแฟนซื้อ Mister Donut มาฝากกล่องนึง … อารมณ์ว่าเธออยากชิมอย่างละนิด (ไม่กล้ากินเยอะ กลัวอ้วน อิอิ) ที่เหลือเลยโดนเราซะด๊วบคนเดียวหมด

โดนัทแบบใหม่ ที่เรียกว่า “พอน กะ ริง” หรือ “พอน เกอ ริง” อะไรนี่แหละ เป็นลูกๆ มีวงละแปดลูก ราคาสิบห้าบาท เฉลี่ยลูกละสองบาท (ลดให้บาทนึง)

รสชาติคล้ายๆ ปาท่องโก๋นะ แต่ว่าเหนียวกว่านิดหน่อย เหนียวคล้ายๆ หมากฝรั่ง แต่ดีกว่าหมากฝรั่งตรงที่ไม่ติดฟันปลอม …

สรุปว่าเมื่อวานไม่ได้กินข้าวเย็น เพราะกินโดนัท กุ้ยช่าย ลูกชิ้นปลากราย ชาเย็น (ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นคือแย่งแฟนกิน)

====
วันนี้แฟนไปทำงาน ไม่มีคนซื้อขนมมาฝาก ตกเย็นหิว (มื้อเที่ยงบะหมี่หมูแดงให้มานิดเดียวเอง -_- ฮือๆ)

ไปซื้อคาลบี้ถุงใหญ่สิบเก้าบาทที่ 7-11 บอกพนักงานว่า อย่ายกมือไหว้ผมนะ ผมเขิน ถ้ายกมือไหว้ ผมจะไม่มาซื้อของอีก … เขาก็ยิ้มๆ พอจ่ายตังค์เสร็จ เดินออกมาจากเคาท์เตอร์หน่อยนึง น้องก็ยกมือขึ้นมาไหว้ ขอบคุณครับ คงกะว่าเราจะไม่เห็น … แต่พอดีเห็น น้องก็เลยเขินแทน

ลำบากใจเหมือนกันเนอะ พนักงานก็ต้องทำตามหน้าที่ แต่เราไม่ชอบนี่นา เพราะรู้สึกว่ามันเฝือ มันเกินไป มันไม่จริงใจ ไหว้ไม่ดูหน้าเลย เราออกจะหน้าตาอ่อนเยาว์เป็นรุ่นเดียวกันได้ มายกมือไหว้เราทำไมให้เขิน

เดี๋ยวต้องหามุขไปแกล้งพนักงาน 7-11 ซะหน่อยแล้ว

ข้อคิดเห็น (5)

« หน้าที่แล้ว · รายการถัดไป»