เรื่องเล่าลอยกระทง

วันสิ้นเดือนตุลาคม ๕๒

สองวันก่อนลอยกระทง ผมกับเมียออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งหลังคอนโดฯ ตอนที่กลับเข้ามาในคอนโด ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ดวงโต แต่ว่ามันยังไม่เต็มดวง แถมยังดูราวกับว่า มันไม่มีทีท่าจะใกล้เคียงกับคำว่ากลมได้ในเร็ววันนี้เลย จึงเอ่ยขึ้นว่า
“โหพระจันทร์ยังไม่กลมเลย เหลืออีกแค่สองวันจะลอยกระทงแล้ว มันจะเต็มดวงทันไหมนี่?”
“ไอ้นี่หนิ โตมาตั้งกี่ปีแล้วยังจะมาถามอีก” เมียผมพูดขึ้นพร้อมกับเอานิ้วชี้มาจิ้มๆ ที่หัวผมเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของสมอง

ด้วยความที่ผมยังอดห่วงไม่ได้จึงเอ่ยขึ้นอีกว่า
“กินเยอะๆ นะจะได้โตไวๆ อ้วมกลมเหมือนคนนี้” ผมพูดพร้อมกับโอบเอวเมียดึงมาข้างตัว

คืนนั้นเป็นวันที่เมียผมต้องไปทำงานขึ้นเวรดึก จึงต้องเดินทางออกจากคอนโดในตอนค่ำ ผมก็ออกไปส่งเธอตามปกติ ตอนที่พวกเรากำลังเดินออกทางหน้าคอนโด เมียผมก็แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วบอกผมว่า
“พี่หน่อยดูพระจันทร์ทรงกลดดิ นี่ขนาดว่ายังไม่เต็มดวงนะ”
“กินเยอะๆ นะ จะได้โตไวๆ” ผมกล่าวขึ้นทันทีที่เธอพูดจบ
“จะได้กลมเหมือนไอ้นี่” เมียผมชิงพูดขึ้นพร้อมกับเอานิ้วชี้มาจิ้มพุงผม

====
วันลอยกระทง ๒ พ.ย. ๕๒

คืนนี้เมียผมกลับไปนอนกับแม่ของเธอ แต่ตอนค่ำผมไปรับเธอออกมาเที่ยวงานภูเขาทองด้วยกัน เป้าหมายหลักของผมคราวนี้คือไปกินข้าวหมกไก่ เพราะเมื่อวานนั่งรถหนุ่ยไปหาซื้อพลาสติกหุ้มเฟอร์นิเจอร์ ผ่านงานภูเขาทอง แล้วเกิดอาการอยากกิน

ผมชอบกินข้าวหมกไก่มาก ถึงแม้ว่าผมจะชอบกินข้าวขาหมูที่สุด แต่ในเมื่อผมสัญญากับเมียไว้ว่า ต่อไปนี้จะไม่แสวงหาข้าวขาหมูเจ้าใหม่ๆ อีกต่อไป จะกินเฉพาะร้านที่เคยกินแล้วเท่านั้น ดังนั้นข้าวหมกไก่จึงเป็นรายการอาหารที่ผมมองหาอยู่บ่อยๆ

นอกจากจะได้กินข้าวหมกไก่สมใจอยากแล้ว ผมยังได้กินมะตะบะไส้ไก่ที่เมียสั่งมากินอีกด้วย และพบว่ามันอร่อยมากกกกกกก คาดว่ามันจะอยู่ในรายการอาหารที่ผมจะคอยแสวงหาอีกรายการหนึ่ง

ส่งเมียกลับบ้านแม่แล้ว ผมก็เดินมาขึ้นรถเมล์ที่ราชดำเนิน พอเดินถึงป้ายปุ๊บ ก็เห็นรถเมล์เข้ามาจอดเทียบปั๊บ เลยรีบวิ่งไปกระโดดขึ้นรถเมล์ทันที เพราะกลัวว่าจะมีคนขึ้นเยอะ และกลัวการจราจรติดขัดอีกด้วย

ตอนที่พี่กระเป๋ารถเมล์ผู้หญิงเดินมาเก็บตังค์ผมที่ด้านหน้า แล้วลงไปยืนตรงบันไดทางขึ้น ขณะนั้นรถเมล์กำลังไต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าพอดี ที่ข้างสะพานมีคนเดินไปมาขวักไขว่ และจับคู่นั่งทอดตาออกไปที่แม่น้ำเป็นหย่อมๆ พี่คนขับก็พูดกับพี่กระเป๋าว่า
“โหเต็มเลย”
“ไม่เห็นมีกระทงเลย เขาเก็บไปหมดแล้ว” พี่กระเป๋าตอบ หลังจากหันออกไปดูแม่น้ำเจ้าพระยาทางประตูกระจก
“นั่นไงเต็มเลย” พี่คนขับยังยืนยันแถมหรี่ไฟหน้ารถ เพื่อให้แสงจากแม่น้ำเจ้าพระยาเด่นชัดขึ้น
“ไม่มี มีแต่เรือ” พี่กระเป๋าหันมาพูดอย่างมั่นใจ
“เฮ้ย หมายถึงกระเทยเต็มเลย ไม่ใช่กระทง” พี่คนขับพูดเจือรอยยิ้มในน้ำเสียง

ความเห็น (6)

มะนาวถูก

เข้าหน้าฝน มะนาวทู๊กถูก เมื่อวานออกไปกินก๋วยเตี๋ยวกับเมียและเพื่อนผม เมียสั่งเย็นตาโฟ ผมคิดในใจไว้ว่าอยากกินเส้นใหญ่ต้มยำ พอดีเพื่อนสั่งเหมือนกัน ก็เลยสั่ง “สอง”

เครื่องดื่มก็สั่งชามะนาว เห็นคนขายเดินไปหยิบมะนาวจากตู้ขายก๋วยเตี๋ยวมาบีบใส่ชากันเห็นๆ .. เปรี้ยวเชียว

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำยกมาเสิร์ฟ ได้กลิ่นมะนาวแท้ๆ มาแต่ไกล อร่อยนะ แต่ออกรสเปรี้ยวนิดหน่อย ก็ต้มยำนี่เนอะ

ตกเย็นจะไปกินข้าวราดแกงเจ้าประจำ แต่พี่เขาไม่เปิด เมียผมเลยชวนกินส้มตำร้านใกล้ๆ กัน ที่จริงก็เล็งๆ เกือบได้กินส้มตำกันตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว แต่ว่ามันเป็นเวลาเร่งรีบ มีธุระต้องไปทำกันต่อ จึงกินก๋วยเตี๋ยวเพราะมันเร็วดี ตอนเย็นจึงต้องมาซ่อมความรู้สึกให้มันเต็ม (ถ้าหากว่าเย็นนั้นร้านข้าวราดแกงขาย ผมก็คงถูกเมียลากมาซ่อมส้มตำในวันถัดไป)

กินกันสองคน เมียสั่งมาสี่อย่าง บวกขนมจีนจานนึง โชคดีว่าข้าวเหนียวที่ร้านเขาหมด ไม่อย่างนั้นตอนกินเสร็จคงพุงแตกกระจาย

มีส้มตำลาวใส่ปู ลาบหมู ไก่ย่าง และยำรวมมิตร … มีเพียงไก่ย่างที่ไม่มีรสเปรี้ยว ส้มตำเปรี้ยวนิดหน่อย ส่วนลาบหมูกับยำนั้นเปรี้ยวมากกก

กินเสร็จแล้วต้องรีบจ่ายตังค์ เพราะตัวเริ่มเป็นหนาม ขนลุกชูชัน ทำนบก้นจะแตกคาที่เสียให้ได้ รีบเดินกลับคอนโด เห็นคอนโดตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกล แต่รู้สึกว่ามันไกล๊ ไกล เหมือนๆ จะเดินไปไม่ถึง

เมื่อกลับถึงห้อง ได้ระบายอาหารเก่าไปแล้ว ออกมาจากห้องน้ำขนยังลุกซู่ๆ เป็นระยะ โชว์ขนแขนสแตนอัพให้เมียดู แล้วเริ่มทบทวนว่าวันนี้กินอะไรเข้าไปบ้าง จึงทำให้ตัวเป็นหนามได้ขนาดนี้ นึกย้อนไปมา ก็เห็นว่ามีแต่ของเปรี้ยวๆ ทั้งนั้นเลย สรุปว่าวันนี้กินของเปรี้ยวทั้งวัน เมียผมจึงพูดว่า “ช่วงนี้มะนาวมันถูกก็อย่างนี้แหละพี่หน่อย”

/me เมื่อวานกินส้มตำไม่มีข้าวเหนียว วันนี้ไปบ้านแม่ ตอนเย็นแม่กินส้มตำพอดี เลยได้กินข้าวเหนียวซ่อมความรู้สึกเมื่อวานแล้ว :D

ความเห็น (2)

So impressed !!

ให้ความเห็น

ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

เพิ่งได้ดูหนังไทยเรื่องความจำสั้นแต่รักฉันยาวจบเมื่อกี้ ประทับใจมาก (แม้ว่าจะมีคนจับผิดหนังได้ก็เถอะ)

เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ผมยอมรับว่าไม่เสียดายสตางค์ ไม่เสียดายเวลา และอยากแนะนำต่อจริงๆ :)

ความเห็น (4)

ชาวตรอกหม้อ (๒)

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พบกับเพื่อนสมัยเด็กอีกคน เป็นคนอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทเช่นกัน แต่เมื่อวันศุกร์เขาติดธุระสำคัญ จึงไม่สามารถมากินข้าวกับพวกเราได้ ชิ้งกับผมจึงนัดกันไปเจอ “หนึ่ง” ที่ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพในตอนค่ำ

เล็ก หนึ่ง และผม เป็นสามหัวโจกในสมัยนั้น ที่จริงหนึ่งเป็นคนมีนิสัยเรียบร้อยมาก ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับใคร เป็นพี่คนโตของครอบครัวที่คอยดูแลน้องสาว และน้องชายเป็นอย่างดี เป็นกำลังหลักที่คอยช่วยเหลือแม่ หลังจากคุณพ่อถึงแก่กรรมตั้งแต่ทุกคนยังเด็ก ต่างจากเล็กและผม ที่เป็นลูกคนสุดท้องของบ้านทั้งคู่ และที่บ้านเล็กกับผม ก็อยู่ในฐานะที่ไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องการเงินเท่าไหร่ แต่เราทั้งสามคนก็ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ โดยยกให้เล็กเป็นหัวหน้าใหญ่ หนึ่งเป็นมือขวา และผมเป็นมือซ้าย

สมัยนั้นผมเรียกหนึ่งว่าพี่ แม้จะมารู้ภายหลังว่าเราอายุเท่ากัน แถมหนึ่งยังอ่อนเดือนกว่า แต่ผมก็ติดเรียก “พี่หนึ่ง” เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่หนึ่งขอให้ผมเลิกเรียกพี่ แล้วเรียกหนึ่งเฉยๆ เพราะเราเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ตอนที่เราเป็นเด็ก พวกเราชาวตรอกหม้อ จะไม่ถูกกับชาวสามยอด ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พวกรุ่นพี่ๆ ชาวตรอกหม้อของเราก็มีเรื่องชกต่อยกับพวกรุ่นพี่ๆ ชาวสามยอดอยู่เสมอ จนกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องการเหตุผล นอกจากพยายามจะรักษาศักดิ์ศรีงี่เง่าไร้สาระของกลุ่มตนเอาไว้ และมีอยู่คราวหนึ่งที่พวกผมได้ข่าวมาว่า เด็กสามยอดจะยกพวกมาต่อยตีกับพวกเรา เป็นคืนนั้นเองที่ผมได้เรียนรู้และซึ้งในน้ำใจของหนึ่ง

ในมือผมซ่อนมีดไว้หนึ่งเล่ม พร้อมที่จะนำออกมาใช้ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าเด็กสามยอดจะมากันตอนไหน แต่เมื่อผมเจอหนึ่ง หนึ่งขอมีดไปจากผมและบอกว่า “ถ้าเด็กสามยอดมา หน่อยไม่ต้องกลัว ไม่ต้องทำอะไร มายืนอยู่หลังพี่ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” เป็นความโชคดีของทุกคน ที่ข่าวไม่เป็นความจริง แต่ผมก็ซาบซึ้งในน้ำใจของหนึ่งมากที่พร้อมจะเอาตัวเองเข้าปกป้องผม

เมื่อเราโตขึ้นมาจนใกล้จะเป็นวัยรุ่น หนึ่งและผมหัดเล่นกีต้าร์ด้วยกัน เราเริ่มเรียนวันเดียวกัน มีครูคนเดียวกัน และใช้เพลงครวญ ในการเรียนเหมือนกัน โดยพี่ที่สอนพวกเราให้เราหัดดีดสายกีต้าร์เป็นเสียงว่า “เมื่อ อยู่ ริม ฝั่ง ชล ฉัน ยล ทุก ยาม เย็น”

เวลานั้นหนึ่งยังไม่มีกีต้าร์เป็นของตัวเอง ส่วนผมมีกีต้าร์ของพี่สาวและพี่ชาย เป็นกีต้าร์โปร่งหนึ่งตัว และกีต้าร์คลาสสิคอีกหนึ่งตัว แต่หนึ่งก็ไม่เคยยืมกีต้าร์จากผมสักครั้ง

วันเวลาล่วงเลย เพื่อนๆ โยกย้ายถิ่นฐานตามผู้ปกครองไปอยู่ที่ต่างๆ กัน ล้วนไม่มีโอกาสได้เจอะเจอ ต่างคนต่างเติบโต และดำเนินชีวิตไปตามทางของตน จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากผมกลับมาจากนิวซีแลนด์ หนึ่งแวะไปหาผมที่บ้าน ผมดีใจมาก เพราะเราไม่ได้เจอกันมากว่าสิบปี เมื่อพูดคุยถามไถ่ข่าวคราวกันก็ทราบว่า ทุกวันนี้หนึ่งเป็นนักดนตรีคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่นกีต้าร์ประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวรัชดา หลังจากที่เขาได้เดินทางไปแสดงฝีมือกีต้าร์ที่ต่างประเทศมาแล้ว ผมทึ่งและยินดีกับเพื่อนมากที่สามารถเติบโต และมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมาก แต่แล้วเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกหลายปี

ขอบคุณ Google ที่ช่วยให้ผมมีโอกาสติดต่อหนึ่งได้อีกครั้ง หลังจากผมคิดถึงวันเวลาในวัยเยาว์ และเรื่องของพวกเราขึ้นมาอย่างมาก จนต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงพิมพ์ชื่อและนามสกุลของหนึ่งเพื่อค้นหา และผมก็พบอีเมล พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ผมรีบโทรไปทันที แต่ไม่มีคนรับสาย ผมจึงส่ง SMS และอีเมลไป ผมคาดไม่ถึงว่าอีกพักใหญ่ หนึ่งจะโทรกลับมา และบอกว่าตอนนั้นกำลังเล่นดนตรีอยู่จึงไม่สามารถรับสายได้ จากที่ได้คุยกันทางโทรศัพท์หนึ่งครั้ง ส่งอีเมลคุยกันอีกสองสามครั้ง ก็ผ่านมาอีกหลายปีที่เราไม่ได้เจอกัน

เมื่อวันเสาร์หนึ่งมาเล่นดนตรีให้กับศิลปิน AF ที่ลานคนเมืองในงาน ๓๖ ปี สภากรุงเทพมหานคร ชิ้งกับผมมีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งนิดหน่อยก่อนถึงเวลาแสดง หนึ่งยังคงเป็นหนึ่ง เป็นคนสุภาพเรียบร้อย เป็นคุณพ่อที่น่ารักของลูกสาวหนึ่งคน ผมดีใจที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ตอนนี้หนึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพฝีมือดีไปแล้ว ตัวผมเองตอนที่ฝีมือดีดกีต้าร์รุ่งสุดๆ จับได้สี่คอร์ด เล่นได้พอเป็นเพลงอยู่สองสามเพลง ส่วนตอนนี้ เล่นไม่ได้เลย :P

ให้ความเห็น

เรื่องที่เก่ากว่า